บ้านไกลเวลาน้อยครับท่าน อาศัยก็อปเค้ามาให้อ่านแล้วกัน
posted on 03 Oct 2008 12:25 by bodyfitwww.menblog.co.cc
Categories: ลดความอ้วน
Written By: ฟิต-OR-เฟะ
เรื่องอ้วน เรื่องหุ่นดีเนี่ย ผมว่าคงจะได้เป็นคอลัมยาวราวกับ มหากาพย์ เลยทีเดียวล่ะครับสำหรับเรื่องนี้ เคยพูดถึงเหตุผลที่อ้วนกันไปบ้างแล้ว แต่ที่ว่าไปนั่นก็เป็นเหตุผลของการอ้วนปกติ ไม่ได้พูดถึงอาการอ้วนจากผลข้างเคียงจากยา หรือปัญหาทางสุขภาพนะครับ เพราะมีหลายเมลล์ทีเดียวที่ถามผมเข้ามาเรื่องการออกกำลังกายที่แนะนำไป ว่าจะตนจะนำไปใช้ได้มั้ย? และควรทำอย่างไร? ผมต้องขอแจ้งให้ทราบอย่างนี้นะครับว่า “นั่นเป็นการออกกำลังกายสำหรับคนที่สุขภาพร่างกายยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไร” เพราะถ้าใครที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคความดันฯ, โรคไต, หรือโรคเบาหวาน ฯลฯ ผมแนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุดนะครับ เพราะมันอาจเป็นอันตรายกับคุณได้ หรือถ้าหมอบอกว่าไม่มีปัญหา ออกกำลังกายได้ก็ค่อยมาออกแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับคุณอีกทีก็ได้นะครับ
มาพูดเรื่องเลิกอ้วนกันต่อดีกว่าครับ จากฉบับนี้ไป ผมจะพูดถึงเรื่องการเริ่มลดแล้ว และเรื่องแรกที่ต้องว่ากันก่อนทำทุกอย่างคือเรื่องอาหารอยู่แล้วล่ะครับ เราจะมาพูดถึงการ ได-เอด ที่ไม่ใช่ ได-อด ไม่ต้องอดอยากปากแห้ง แล้วไปอารมณ์เสียใส่คนรอบข้างไม่ต้องหิวโหยซะจนหน้าซีดปากเซียว หน้าหมอง แต่เราจะกินให้เต็มที่ อร่อยให้เต็มคาบ แล้วหุ้นดีไปด้วย !
รับรองว่าที่พูดมาไม่เรื่องเกินจริงหรือปฏิหาริย์ครับ เป็นไปได้จริง ๆ เริ่มต้นง่าย จากการเลือกประเภทอาหารที่เหมาะสมกับตัวเราซะก่อนเลย จะเลือกยังไงนั้นต้องดูกันที่ วัย / อายุ / วิถีชีวิต ….. ไม่คิดว่าต้องดูกันระเอียดอย่างนั้นใช่มั้ยล่ะ สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกคนจำให้ขึ้นใจว่า “ไม่มีสูตรสำเร็จ” คนเราต่างคนต่างเป็น วิธีที่ได้ผลอย่างยิ่งยวดสำหรับอีกคน อาจไม่ได้ผลสำหรับอีกคนก็ได้
1. กินเข้าไป ! : เรื่องธรรมดาในสายตาที่ทุกคนคงเห็นกันมานั่นคือเพื่อนอ้วนของเราทุกคน กินเหมือนพายุ บางอย่างแม้ไม่ชอบก็กินได้ แล้วพอจะชอบก็ของที่พาอ้วนชวนบวมทั้งนั้น ฉะนั้นอย่างแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนคืออาหารครับ แต่คงไม่ต้องถึงขึ้นโรคจิตนะครับ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเขาเป็นโรค อโนเร็กเซีย(โรคกลัวอ้วน) เขามักทักว่าผมทานอาหารให้พลังงานเยอะไป บางทีแค่ ลำใย 4 - 5 ลูก มันก็บอกผมว่า นั่นเท่ากันนายกินข้าวไป 1 จานแล้วนะ… -_-” ….. ถ้าต้องคิดมากถึงขั้นนั้นก็ออกจะมากไปนะครับ ชีวิตขาดสีสรรแห่งรสชาติน่าดูเลย ผมแนะนำให้เดินทางสายกลางครับ กินน่ะกินได้ ชอบมัน ก็กินมันได้ ชอบหวานก็กินหวานได้ แต่ไม่ต้องทุกมื้อครับ แล้วอย่างเอามากระจายละครับ อย่างเช้ากินหวาน - เที่ยงกินมัน - เย็นกินจุ แบบนี้ได้อ้วนตายกันพอดี ผมขอให้ย้ายเอาของพวกนี้มาไว้มื่อเช้านะครับ ให้กินจะมัน+หวาน+จุ ก็ให้กินกันที่เมื่อเช้านี่แหละครับ เพราะเหลือเวลาให้เราใช้พลังงานทั้งวัน แล้วตอนเที่ยงก็กินให้น้อยลงหน่อย … หน่อย ๆ พอนะครับ อย่าไปอด หรือลดลงเยอะไป เพราะกระเพาะคุณยังไม่ปรับตัว มันจะทำให้คุณหิว หน้ามืด เมื่อยล้า อารมณ์เสีย ผมว่ามันจะทำให้เรากลายเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้างเอาได้นะครับ
จากนั้นก็มาดูเรื่องปรับพฤติกรรมการกินของเรากันบ้าง ถ้าคุณไม่อ้วนจัดถึงขนาดต้องไปผ่าลดขนาดกระเพาะ ผมว่าเราน่าจะไปปรับตัวเองได้ ด้วยวิธีลดปริมาณการกินจุก่อนเลย ก็แค่
- เริ่มจาก กินเหลือ ครับ… ไม่ได้บอกให้กินทิ้งกินขว้างนะครับ แต่ให้เหลือติดจานไว้บ้าง จากเคยกินซะเกลี้ยงยังกะเลียจานด้วย ก็ให้เหลือติดจานไว้บ้างซัก 1-2 ช้อน ทำแบบนี้ให้เป็นนิสัยกับการกินอาหารทุกมื้อของเรา แต่ผมก็เคยโดนถามกับเรื่องนี้นะครับว่า…
-
- “ถ้ากินก๋วยเตี๋ยวล่ะ ? “ … ก็เหลือเส้นสิครับกินเนื้อกับผักกินให้หมดเลย
- “ถ้าปกติกิน 2 จานล่ะ” …. ให้ให้เหลือจานละ 1 ช้อนครับ อย่าไปกินจานแรกซะเกลี้ยงแล้วค่อยมาเหลือจานที่ 2 ไว้ 2 ช้อนนะครับ เพราะถึงจะ 2 ช้อนเหมือนกัน แต่มันให้ผลต่างกันมากนะจะบอกให้
- ดื่มน้ำก่อนอาหารให้พอ ฟังดูแปลกนะครับ แต่ทราบกันมั้ยว่าดื่มน้ำก่อนอาหารน่ะจำเป็นนะ มันช่วยลดความละคายเคืองจากอาหาร ช่วยการย่อย(ถ้าไม่ดื่มน้ำเข้าไปมากไป) ช่วยให้อิมไวขึ้นอีกหน่อย ช่วยลดกลิ่นปาก ช่วย… ฯลฯ อย่างอื่นน่ะไม่เท่าไหร่หรอกมันสำคัญก็ตรง ช่วยปรับพฤติกรรมการกินให้คุณมีอาการ โหยแป้ง หิวมัน น้อยลงนี่สิครับมันสำคัญ
*** ฝากไว้ …ดื่มน้ำหลังอาหารมากไป ลดประสิทธิภาพในการย่อยนะครับ ^_^
- กินจุกจิก : ของแบบนี้ ให้ลดละเลิก ทันที มีแววว่าจะลงแดงตายกันได้นะครับ ฉนั้นผมแนะให้เปลี่ยนในช่วงแรก ๆ ก่อน นั่นคือ เปลี่ยนเป็นผลไม้ครับ เอาผลไม้มาเป็นของว่างในระหว่างวันแทน แต่ไม่ใช่จะทุกชนิดผลไม้นะครับ ได้แค่บางอย่างเทานั้นครับ ที่นะนำก็คือ ชมพู่ , แก้วมังกร(สีขาว) , แคนตาลูป หรือ แตงกวา เป็นต้น จริง ๆ มีอีกเยอะครับ แต่เอาลงซะหมดคงจะยาวเกินเหตุ เอาไว้จะลงเรื่องนี้เป็นการเฉพาะกิจให้อีกทีนะครับ แล้ววิธีรับประทานเนี่ย ก็ไม่ต้องเอามาทีเป็นกาละมังนะครับ เอามาน้อย ๆ ใส่จานเล็ก ๆ เว้นระยะห่างในการหยิบแต่ละชิ้นให้มาก ๆ ที่สุด พอหมด ถ้าอยากกินอีกค่อยเดินไปเอามาเพิ่มทีละ 3 - 4 ชิ้น รับรองครับได้ผล บางคนอ่านแล้วจะบอกว่า ก็แน่ล่ะสิ ใครได้เดินบ่อย กินน้อยก็ลงความอ้วนได้อยู่แล้วล่ะ… ตอบว่าจริงครับ …. แต่สิ่งที่เราได้จากการทำแบบนี้สำคัญที่สุดคือ ช่วยลดนิสัยแห่งความอ้วนครับ
- หวาน ! : เขาคือมัจจุราชที่มาพร้อมความชื่นใจจริง ๆ ครับ ยิ่งน้ำตาลสดหอม ๆ แช่เย็น ๆ ยกดื่มจากขวดตอนที่ร้อน ๆ เหนื่อย ๆ นะ……. โอสุดยอด ……….. แต่อ้วนนะ ! -_-” อย่ามองข้ามเชียวครับสำหรับน้ำวหานเนี่ย ลูกอม น้ำอัดลม และที่คนส่วนใหญ่มองข้ามนั่นคือ นมเปรี้ยว กับ โยเกิร์ต และผู้ร้ายตัวยังอีกราย นั่นคือ กาแฟครับ กาแฟกึ่งสำเร็จรูปน่ะไม่เท่าไหรหรอกครับ แต่ถ้าเป็นกาแฟสด หรือกาแฟโบราณ ล่ะก็ ปรุงหวานมันกันแบบสุดฤทธิ์ บางคนมีกาแฟแบบนี้ติดโต๊ะทำงานไว้ให้ได้จิบกันตลอดวัน แบบนี้จะเอาที่ใหนมาหุ่นดีล่ะครับ
- เข้าข้างตัวเอง : เคยมีคนที่ผมรู้จักบอกว่า “ออกกำลังกายไม่ผอมหรอก พวกครูฝึกโกหก คนเราจะอ้วนมันก็อ้วนเองแหละ มันเป็นธรรมชาตของแต่ละคน” …… บอกเลยว่า “เข้าใจผิดอย่างแรงนิ” เพราะผมได้ตามพฤติกรรมของหญิงสาวคนนี้ จนได้พบกว่า เธอว่ายน้ำตอนเช้า งดอาหารเช้า รับประทานเมื่อเที่ยงนิดหน่อย เต้นเอโรบิก ตอนเย็นก็มีแค่ผลไม้ …. ว้าว ! …. แบบนี้ก็ต้องหุ่นดีสิ ..จะไปอ้วนได้ไง ? แต่เดี๋ยวก่อน มาดูตรงนี้กันครับ
หลังเธอว่ายน้ำตอนเช้า เธอรับประทานเครื่องดื่มชูกำลัง เธอบอกว่ามันจะได้ไม่เหนื่อยเพราะเธอไม่ได้ทานอาหารเช้า ระหว่างวัน เธอมีลูกอมติดโต๊ะธรรมการเป็นกระสอบ แล้วกินกันแบบเม็ดต่อเม็ด จากนั้นมื้อเที้ยงเธอก็ไม่ค่อยหิวข้าว แล้วอาหารมื่อเที่ยงก็กินได้นิดเดียว เธอบอกับตัวเองและทุกคนว่า เธอต้องออกกำลังกายถึงจุดที่ต้องการแน่เลย เพราะความอยากอาหารลดลง มันใช่ที่ใหนล่ะครับ ก็อมลูกอมไปขนาดนั้นยังจะหิวอะไรอีกล่ะครับ จากนั้นในตอนเย็นเธอไปเต้นแอโรบิก 1 ชั่วโมงเต็ม ๆ แต่เธอและเพื่อน ๆ แก๊งเธอ ก็จะมาดื่มน้ำอัดลมขวดใหญ่ ๆ 2 ขวดกันทุกเย็น และมีมันฝรั่งอีกนิดหน่อย(ถึง 30 บาท กันกัน 5 คน) พอกลับถึงบ้านเธอก็กินแค่ผลไม้ ไม่ใช่แค่คนเดียวครับ ผมเห็นคนอ้วนเป็นแบบนี้กันทุกคน … ผมเองก็เป็นมาแล้ว …. เหอ ๆ
ถ้าใครเป็นแบบนี้หันมาทานอาหารครบ 5 หมู่ ทั้ง 3 มื่อ แล้วทำตามข้อที่ผ่าน ๆ มาที่ผมได้ว่าไปแล้วจะดีกว่านะครับ
*** มองตัวเองแบบไม่ลำเอียง คือที่มาของสุขภาพที่ดีนะครับ ***
#1 By V@R on 2008-10-03 12:29