กลับไปอ่านประโยคที่ 1 - 10 คลิกตรงนี้ ครับผม
.
11. ผมล้มเหลวอีกครั้ง(บ่อยจังวะ !)  ครั้งนี้เจ็บตัวหนักน่าดู เพราะผมเริ่มหัดทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านทุกอย่างเป็นไปได้ดีในช่วงต้น แต่ล้มลงอย่างไม่เป็นท่าในที่สุด ผมเริ่มเข้าใจคนที่สร้างงานให้คนอื่นหลาย ๆ คน ผมเห็นลูกน้องหลายสิบคน ร้องไห้เพราะตกงาน บางคนก็ด่าทอผมอย่างรุนแรง แต่ผมสงสารพวกเขามากกว่าจะโกรธ ผมจัดการค่าใช้จ่ายให้ลูกน้องทุกคนให้ได้ตามกฏหมาย ผมเหลือหนี้สินติดตัวมากมาย (จนวันนี้ก็ยังใช้ไม่หมดเลย -_-'') ผมคิดฆ่าตัวตาย แต่วันนั้นผมได้ยินพระรูปหนังเทศในรายวิทยุ ได้ใจความว่า "คนเราเกิดมา ไม่มีคำว่า ขาดทุน หลอกโยม เหลือกางเกงในตัวเดียวก็กำไร ต่อให้ต้องเดินแก้ผ้าก็กำไรแล้ว เพราะตอนโยมเกิดมาก็ไม่มีอะไร แต่โตมาได้ขนาดนี้ มันคือกำไรแล้วนะ....." เออว่ะ..... พอเลยครับ...ปืนในรถผมไม่ได้ทำหน้าที่ของมันแล้วล่ะ  บางทีฟ้าก็ให้อะไรกับเราในยามคับขันได้อย่างไม่น่าเชื่อนะครับ
.
12. หลายปีมาแล้วนับแต่ผมได้เริ่มตัดสินใจว่าจะสร้างงานให้ตนเอง มาถึงตอนนี้ผมกลับพบทางตันของปัญญา ผมหาทางออกไม่ได้มา 3 เดือนแล้ว ....... การฟ้องร้องรออยู่ ..... เจ้าหนี้รอทวง ...... ความท้อแท้เริ่มเข้ามาทิ่มแทงใจผมมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่ได้ไปโรงเรียนธุรกิจทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมา 3 เดือนแล้ว จนผู้ใหญ่ท่านหนึ่งทราบเรื่องท่านมาหาผมถึงที่บ้าน ผมปรับทุกข์ต่าง ๆ นานา ๆ กับท่าน พร้อมกับพูดประโยคหนึ่งออกไป "ถ้าผมเครียล์เรื่องนี้เสร็จ ผมจะใช้ชีวิตปกติแล้วครับ ผมไม่เอาแล้วสำหรับทางสายนี้" ผมพูดมันทั้งน้ำตาคลอเบ้า "ตามใจนายนะ แต่นายรู้มั้ยพวกเราทุกคนผ่านวันแบบนายมาแล้วทั้งนั้น เฮียเสียดายคนคิดอย่างนายนะ เพราะคนทุกวันนี้หวังเพียงเอาตัวเองรอด หางานทำแค่เลี้ยงชีพ คนคิดสร้างงานอย่างนายมีไม่ถึงหยิบมือเดียว ถ้าไม่มีคนสร้างงาน แล้วพวกที่เขาหางานทำ จะเอางานที่ใหนทำล่ะ ทุกวันนี้เฮียก็เห็นคนไทยวิ่งว่อนของานต่างชาติทำบนแผ่นดินตัวเอง ใช้ทรัพยากรของชาติตัวเอง แรงของชาติตัวเอง เพื่อผลประโยชน์ของคนอื่น !"  "ก็ใช่ครับเฮีย... แต่อยู่อย่างตอนล้มสิครับ ก็ลูกน้องผมเองนี่แหละที่เหยียบผมหนักกว่าทุกคน ผมเลยคิดซะว่า คนเราถึงจะสร้างอะไรไว้ แต่พอตายก็เอาอะไรไปไม่ได้ซักอย่าง"  "ถ้าจะอยู่แค่ได้ตาย นายก็ฆ่าตัวตายไปซะเถอะ อย่าอยู่ไปให้มันเปลื่องทรัพยากรของคนอื่นเค้าเลย แต่ถ้าคิดจะอยู่ต่อไป    พรุ่งนี้นี้ไปเดินเล่นด้วยกัน  ไม่งั้นเฮียจะรออ่านข่าวเรื่องคนโง่ฆ่าตัวตาย" วันต่อมาผมไม่ได้ลงข่าวหนังสือพิมพ์
.
13. "เอ้า! ... มาแล้วคนจนรายใหม่" โห... ประโยคทักทายนะเนี่ย "พี่ไม่กระโดดถีบหน้าผมซะล่ะพี่" มันมีอารมณ์แล้วนะจังหวะนี้น่ะ "เอ้า ๆ ... ไม่ได้เรียกมาหาเรื่อง" ผู้ใหญ่ที่หาผมเมื่อวานต้องปราม "แกก็ทักซะอย่างนั้นนะไอ้.xxx." "ก็แค่หยอกน่ะครับ คนทำธุรกิจถ้าไม่ยอมรับเรื่องแบบก็ไม่ถึงใหนกันสิครับ" แล้วผู้ใหญ่ท่านนี้ก็หันมาคุยกับผม "สร้างไปเหอะงานน่ะ พี่สนับสนุน แกหันไปดูตรงเนินนั้นสิ เห็นคนผูกเน็คไทยืนสั่งงานนั่นมั้ย" "ครับพี่นั่นหัวหน้าคนงานที่นี่ครับ... ทำไมเหรอพี่" "ไม่มีอะไรมาก พี่แค่จะเล่าว่า สนามเป็นของนายทุนฝรั่งแกรู้มั้ย ว่าเขาจบโทเกษตรศาสตร์ สนามกอล์ฟเนี่ย เมื่อก่อนเป็นทีตรงนี้เป็นที่นาของพ่อแม่เขา เขาขายส่งเขาเรียน แล้วจบออกมา เขาก็มารับจ้างฝรั่งทำงานบนพื้นดินที่พ่อแม่ขายส่งเขาเรียน" ...... ผมเข้าใจหมายนั้นทันทีเลย วันนั้นเราคุยกันอีกยาวจนถึงเย็น
.
14. อารมณ์ร้อน หงุดหงิด  เริ่มเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม จนกระทั้งวันหนึ่ง ผมทำให้คนที่เขารักผมเสียใจ จนกระทั่งพบกับเหตุการณ์หนึ่ง มันคือภาพ ภรรยามาตามสามีที่ร้านอาหารที่ผมกำลังทานข้าวอยู่กับผุ้ใหญ่ท่านหนึ่ง  ฝ่ายสามีก็แสนจะ.... "ดูสิหนวด ไอ้คนนั้นมันพูดแต่ว่ามันเป็นลูกผู้ชาย แต่ดูสิ กระทั่งคำพูดตัวเองมันยังรักษาไม่ได้ มันไปสัญยิง สัญญาจนกระทั้งผุ้หญิงคนหนึ่งยอมเอาชีวิตมาฝากไว้กับมัน แล้วมันกลับรักษาคำพูดตัวเองไม่ได้ มันยังกล้าเรียกตัวเองว่า ลูกผู้ชาย อีกเหรอ" ผมขอตัวกลับบ้านโดยไม่ไปทำธุรต่อ ผมตั้งใจกลับไปขอโทษแฟนผม เพราะผมเพิ่งดุที่พวกเธอห้ามผมไม่ให้ออกมาทำงานต่อ เพราะว่าผมยังไม่ได้พักผ่อน ..... ผมทำเรื่องโง่ที่สุดในชีวิตจริง ๆ เลยนะเนี่ย
.
15. ผ่านมา 6 เดือน ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ผมเริ่มงานได้เบาใจขึ้น ถึงมันจะหนักแต่ผมก็มีความสุขและสนุกกับมัน กระทั่งผมล้มป่วย แต่มันก็ทำให้ผมดีใจอยู่เรื่องหนึ่งนั่นคือ มีคนมาเยี่ยมผมเยอะแยะ มันทำให้เรารู้สึกว่า เราก็ไม่ได้โดดเดี่ยว ช่วงคืนหนึ่งที่ผมนอนพักในโรงพยาบาล มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมาเยี่ยมผม "ทำไมทำงานหนักแบบนี้ เดี่ยวได้ตายก่อนสบายกันพอดี"  "ก็ผมต้องเร่งเคลียร์หนี้น่ะครับ ไม่งั้นมันทับผมตายแน่" "ก็จริง แต่นายเอาแรงเข้าแลกจนลืมใช้ความคิดหรือเปล่า ?" "ผมก็ใช้เต็มที่แล้วนะ" "ไม่หรอก เฮียเห็นแค่นายใช้ความรู้ความสามารถ แต่ไม่เห็นนายใช้ความคิดกับมันเลย ผ่านมาป่านนี้นายน่าจะสบายขึ้นมากกว่านี้แล้วนะ" เออแหะ...มันก็จริงอย่างที่ท่านว่านะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สาหัสสากรรจ์เหมือนกันนะคะเนี่ย
พอมามองดูตัวเอง
เอ่อ....ยังดีกว่าหน่อยล่ะมั้งsad smile
ยังไงก็สู้ต่อไปค่ะconfused smile
ชีวิตต้องสู้จริงๆค่ะ
หนักหนาจริงๆ ประสบการณ์เคี่ยวคนให้แกร่ง

รออ่านตอนต่อไป

#3 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-06-22 19:55

หนักหนาสาหัสจริงๆค่ะ
แล้วจะรออ่านประโยคต่อๆไปนะค่ะ

#4 By ~memay~ on 2008-06-22 20:16

ชีวิตจริงก็เป็นแบบนี้หล่ะค่ะconfused smile

#5 By V@R on 2008-06-22 21:10

อืมม
สู้ชีวิตจริงๆ
ผมเอาเรื่องราวคุณมาเรียนรุ้เพื่อธุรกิจตัวเองครับ
อย่างน้อยคุณก็เป็นอาจารย์ผมนะbig smile

#6 By kemkem on 2008-06-22 23:10

ชีวิตไม่ง่ายเลยนะคะHot!
ชีวิตไม่สิ้น ก็ดิ้นกันไปbig smile

#7 By eeddy(อี๊ด) on 2008-06-23 21:29

แง่ะ..
อีดิท บ่อยอ๊ะป่าว...
อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอ่านเคยอ่าน
แอ๊ะ..อ่านแล้วนี่...555+

#8 By kemkem on 2008-07-01 09:15

กำ .... ไปอ่าน อีดิทที่ใหน เพิ่งลงครั้งแรก ส่วน ตอนที่ 1-10 น่ะ กลายเห็นมีคนบอกเป็น Forward mail ไปแล้ว sad smile