โถ่... ไอ้โง่

posted on 24 Oct 2008 14:57 by bodyfit

   ผมมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ หลายภาษาหลายประเทศ ผมชอบคุยกับคนพวกนี้ เพราะพวกเขามักมีแนวคิดที่แตกต่างกับเราเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งนั่นอาจเพราะเราเริ่มสร้างวัฒนธรรมของพวกเราจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน มั้งครับ

    การคุยหลาย ๆ ครั้งทำให้ผมได้รู้ว่าพวกนี้มันโง่ ลองมาฟังคำถามที่ผมโดนเพื่อนต่างชาติถามบ่อย ๆ นะครับ เพราะเกือบทุกคนพอพูดถึงเรื่องแนวนี้ ก็มักจะถามเป็นเสียงเดียว ในแนว ๆ นี้

   1. ผู้บริหาร, สส. หรือ ผู้หลักผู้ใหญ่ทางการ ประเทศของนายทำอะไร ? : เนื่องมาจากมีช่วงฤดูฝนของทุกปี ประเทศไทยจะน้ำท้วม เราเลยเห็นข่าว ปลัดกระทรวงไปลุยน้ำ สส.ไปลุยน้ำ ผู้บริหารไปลุยน้ำ ..... พวกเพื่อนพวกนี้เลยมักถามว่า คนบริหาร บ้านเมืองนี้เขาไม่งานบริหารกันเหรอ เพราะเห็นพอพวกนี้ไปดูทีไร การช่วยเหลือก็ล่าช้าออกไปเพราะมัวแต่ต้องมาดูแล ต้อนรับ คนพวกนี้... ผมปรี๊ดเลย ... ของขึ้นเลย ...ทำไม.. มีปัญหาอะไร? ...  นั่นเค้าเรียกกว่าเข้าถึงปัญหา ประเทศ You ไม่มีผู้บริหารบ้านเราน่ะ ต้องเข้าถึงประชาชน แบบนี้แหละที่พวกเราต้องการ ใครไม่ทำแบบนี้ รอบหน้าก็ไม่ได้เลือกตั้งหรอก  ...โถ่... ไอ้โง่

 2. ระบบบริหารบ้านนายทำไมหลายชั่นจัง ? : เนื่องจากผมเคยทำงานราชการ และด้วยมีเพื่อนร่วมงานต่างชาติมาทำงานด้วยอยู่หลายครั้ง และแล้วเมื่อทำงานไปพักหนึ่ง ทุกคนจะถามเหมือนกัน เมื่อเห็นโครงงาน  เพราะมีโครงสร้างงานยกตัวอย่างโครงการหนึ่ง ประมาณว่า  ผอ. -> รอง ผอ. -> เลขา -> ....->....->....->....-> ผู้ปฏิบัติงาน  ทุกคนก็มักถามว่า แบบนี้งานจะเสร็จหรือ มีคนกดดันเป็นสิบ มีคนทำงาน คนเดียว.... โอ้โห ....ของขึ้นสิครับพี่น้อง ... แกจะเข้าใจอะไร เนี่ยแหละผลงานถึงได้ออกมาดี ทุกคนช่วยตรวจสอบไง งานมันต้องรอบคอบ ทำไม ...ทำไม๊ ?... ประเทศมึงมันทำงานกันแบบต่างคนต่างทำโดยไม่มีคนควบคุมเลยเหรอ...อย่างแกจะเข้าใจอะไรในความฉลาดหลักแหลมของคนไทยวะ... โถ่... ไอ้โง่

 3. เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ : เมื่อเหตุการณ์เกินขึ้นแบบนี้ ปิดถนน ยืดสถานีโทรทัศ ยึดสภา และ..... พวกเพื่อต่างชาติทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกันทันทีว่า ... "ตำรวจทหารบ้านนายทำอะไรอยู่ ? แบบนี้ถือว่าก่อความสงบในบ้านเมืองเลยนะ" ... ผมปรี๊ดเลยครับ อะไรกันไอ้คนถามแต่ละคนก็มาจากประเทศที่ได้ชื่อว่าเสรีภาพ หรือเป็นประชาธิปไตย์กันสุด ๆ ทั้งแล้วมันมาถามแบบนี้ได้ไงครับพี่น้องคร้าบบบ... แบบนี้เค้าเรียกว่า สิทธิ์ โว้ย..ไอ้ฟาย !.... ประเทศไทยน่ะเสรีทางความคิดโว้ย เสียงข้างมากของประเทศจะเป็นไง แต่ถ้ามีใครไม่ชอบก็มีสิทธิ์ล้มได้เลย เพราะมันเป็น สิทธิ ... มึงเข้าใจมั้ยเนี่ย สิทธิเสรีภาพ น่ะ..... "สิทธิ์หมายถึง อะไรที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่นไม่ใช่เหรอ ?" ... ดู .. ดูมันสิครับ มันยังกล้าย้อนครับพี่น้องคร้าบบบ  .... โถ่... ไอ้โง่

 

    เห้อ... พูดแล้วเซ็งไปกินบะหมีเป็ดดีกว่า....เจ้าโปลดซะด้วย

ของมันมีที่มา #2

posted on 11 Oct 2008 11:56 by bodyfit

ขอเอาครั้งมารวมด้วยเลยนะครับ

สินสอด : เคยพูดถึงไปแล้ว ว่าคุณต้องแสดง สินทรัพย์ ว่ามีฐานะพอเลี้ยงลูกสาวของเขาได้ เขาถึงจะยอมให้คุณ สอดใส่ ลูกสาวเขาได้ ปัจจุบันตกลงกับลูกสาวเขาได้โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อแม่ก็ได้ เพราะปัจจุบันการ ขายตรง กระจายตัวไปอยู่ในทุกวงการแล้ว  เหอ ๆ ...

รถเมล์ : แปลกนะทำไมเรียกแบบนั้น นั่นก็เพราะเมื่อก่อนเวลาใครจะไปต่างจังหวัด มักจะติดไปกับรถส่งจดหมาย หรือ Mail-Bus ของกรมไปรษณีย์นั่นเอง และเมื่อก่อนใช้กับรถที่ต่างจังหวัด

ศาล :  เมื่อก่อนระบบยุติธรรมของไทย นั้นอิงคุณธรรม (ซึ่งปัจจุบัน ความยุติธรรมบางทีก็ดูไม่มีคุณธรรม) เวลาไม่มั่นใจว่าใครทำผิด เขาจะไปที่ ศาล(เจ้าพ่อ) เพื่อตัดสินเรื่องต่าง ๆ โดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยานแห่งการตัดสิน แล้วก็อาจโยนคนทั้งคู่ลงน้ำ ใครขาดใจตายก่อนก็มันนั่นแหละผิด ... โอ.. โหด ต่อมาจึงเรียกที่ตัดสินคดีต่าง ๆ ว่า ศาล ตามความเคยชินมา

ผงกระหรี่ : มันมาจากการที่เราแปลได้ไม่เต็มร้อย คำเลยเพี้ยนหนักไปได้ขนาดนั้น จริง ๆ มาจากคำว่า Curry - Powder หรือ ผงแกง นั่นเอง....ซึ่งเป็นผงเครืองเทศในอาหารแบบ อินเดีย แต่ดันไปแปลคือคำว่า Powder ส่วน Curry ดันเรียกทับศัพท์ ผลเลยกลายเป็นผงขายตัวอย่างนั่นตลอดมา

 --------------------------------------------------------------------------

ขนมจีน : มีหลายที่มาครับ เริ่มจากที่มอญก่อน นั่นคือคำว่า คนอมจิน คนอม : นวด  / จิน : ทำให้สุก  แต่ถ้าไปที่ สิบสองปันนา จะเห็นอาหารเช้าเป็นเหมือนก๋วยเตี๋ยว มีเส้นใหญ่เส้นเล็กให้เลือก แต่มีอยู่เส้นหนึ่งที่เขาเรียกว่า "ขนม" เป็นไปได้ว่าเราเรียก ขนมจีน เพราะจุดนี้ แต่นั่นก็ยังไม่ถึงกับได้ข้อสรุปสำหรับคำ ๆ นี้

 สบู่ :  คำนี้ไม่ได้มาจาก Soap นะครับ มันมาจากคำว่า Saponification ซึ่งหมายถึงปฏิกิริยาระหว่าง โซเดี่ยมไฮดรอกไซ กับ ไขมัน  ซึ่งทำให้เกิดสบบู่  แต่เราดันไปจำเอามาแค่คำว่า sapo ไอ้ nification ดันไม่เอามาด้วย

 กุ้ง : เป็นภาษาพม่าครับ แปรว่า "ดาบใหญ่"

แม่น้ำของ : ผมไม่ได้พิมพ์ผิดครับ แม่น้ำพรมแดนไทย-ลาว นั่นเรียก น้ำของ ครับเป็นภาษาเก่าของอีสานแปลว่าแม่น้ำใหญ่ แต่พอฝรั่งมันมาสำรวจ มันดันเขียนว่า Kong ทำให้นักวิชาการผู้ชำนาญภาษาอังกฤษ(แต่ไม่รู้ภาษาอีสาน) ได้เขียนคำออกเสียงว่า แม่น้ำ โขง และบรรจุลงบทเรียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา... มึงจะรณรงค์แก้ภาษาวิบัติทำไมวะ ตัวมึงเองยังไม่เคยรักษาภาษาคนอื่นเลย

จังหวัด 101 : นั่นคือเมือง 11(สิบเอ็ด) นะครับ 101 ในภาษาอีสานสมัยก่อนเค้าอ่านว่า สิบเอ็ด(11) ครับ  เป็นหัวเมืองที่สิบเอ็ดของเมืองทางนี้ แต่พอเจ้าครองหัวเมืองจากภาคกลางมาปกครอง ก็ดันไปอ่านชื่อว่า ร้อยเอ็ด(101) เวรกรรมเลย ... สมัยเจ้าขุนมูลนายแบบนั้น ใครมันจะกล้าไปทักท้วงล่ะครับ จะได้หัวขาดกันสิครับ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยกลายเป็นว่า ร้อยเอ็ด ก็ร้อยเอ็ดวะ 

สัง สิน ไช : นิทานพื้นเมือง ของเมืองแถบอีสานในปัจจุบันและลาวปัจจุบัน แต่ล่าสุดผมเห็นพวกนักวิชาการทำการวิจัยว่า มันเป็นนิทานพื้นเมืองของไทยหรือลาว.... ไอ้บ้า คิดได้ไงวะ  ไอ้ประเทศไทย กะ ลาว เนี่ย มันเพิ่งมีเพราะฝรั่งมันมาแบ่งโว้ย มะก่อนทางอีสาน กะ ลาว กะ ภาคกลางน่ะมันคนละเมือง ไม่ได้มีประเทศแบบนี้ ไปแบ่งกันทำวะ มันเกิดก่อนจะมี ไทย กับ ลาว หรือก่อนจะมีกลุ่มเมืองที่เรียกว่า สยามประเทศด้วยซ้ำครับ

ข้าวจ้าว : ทำความเข้าใจกันเรื่องศาสนาก่อนนะครับ ก่อนหน้านี้ภาคกลางเขาไม่ใช่พุทธนะครับ เราเป็นพราหม แล้วสมัยก่อนมีการน้ำเข้าพราหม มาจากเมือง อินเดียบ้าง สีลังกาบ้าง แล้วพวกนี้มันไม่กินข้าวเหนียวเหมือนอย่างคนแถบนี้ครับ เพราะผู้คนแถบนี้น่ะ กินข้าวเหนียวกันนะครับ เลยต้องข้าวที่พวกนี้กินมาปลูกในเขตในรั่วในวังสมัยก่อนด้วย คนเลยเรียกกันติดปากว่า ข้าวจ้าว(ข้าวนาย)  ไม่ใช่ของไพร่กินนะจะบอกให้

 

ว้ากกกกก...... อะไรวะเนี่ย

เลิกอ้วนซะที (ตอน กินเข้าไป !)
www.menblog.co.cc  
Categories: ลดความอ้วน
Written By: ฟิต-OR-เฟะ

      เรื่องอ้วน เรื่องหุ่นดีเนี่ย ผมว่าคงจะได้เป็นคอลัมยาวราวกับ มหากาพย์ เลยทีเดียวล่ะครับสำหรับเรื่องนี้ เคยพูดถึงเหตุผลที่อ้วนกันไปบ้างแล้ว แต่ที่ว่าไปนั่นก็เป็นเหตุผลของการอ้วนปกติ ไม่ได้พูดถึงอาการอ้วนจากผลข้างเคียงจากยา หรือปัญหาทางสุขภาพนะครับ เพราะมีหลายเมลล์ทีเดียวที่ถามผมเข้ามาเรื่องการออกกำลังกายที่แนะนำไป ว่าจะตนจะนำไปใช้ได้มั้ย? และควรทำอย่างไร? ผมต้องขอแจ้งให้ทราบอย่างนี้นะครับว่า “นั่นเป็นการออกกำลังกายสำหรับคนที่สุขภาพร่างกายยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไร”  เพราะถ้าใครที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคความดันฯ, โรคไต, หรือโรคเบาหวาน ฯลฯ  ผมแนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุดนะครับ เพราะมันอาจเป็นอันตรายกับคุณได้ หรือถ้าหมอบอกว่าไม่มีปัญหา ออกกำลังกายได้ก็ค่อยมาออกแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับคุณอีกทีก็ได้นะครับ

     มาพูดเรื่องเลิกอ้วนกันต่อดีกว่าครับ จากฉบับนี้ไป ผมจะพูดถึงเรื่องการเริ่มลดแล้ว และเรื่องแรกที่ต้องว่ากันก่อนทำทุกอย่างคือเรื่องอาหารอยู่แล้วล่ะครับ เราจะมาพูดถึงการ ได-เอด ที่ไม่ใช่ ได-อด ไม่ต้องอดอยากปากแห้ง แล้วไปอารมณ์เสียใส่คนรอบข้างไม่ต้องหิวโหยซะจนหน้าซีดปากเซียว หน้าหมอง แต่เราจะกินให้เต็มที่ อร่อยให้เต็มคาบ แล้วหุ้นดีไปด้วย !

      รับรองว่าที่พูดมาไม่เรื่องเกินจริงหรือปฏิหาริย์ครับ เป็นไปได้จริง ๆ เริ่มต้นง่าย จากการเลือกประเภทอาหารที่เหมาะสมกับตัวเราซะก่อนเลย จะเลือกยังไงนั้นต้องดูกันที่ วัย / อายุ / วิถีชีวิต ….. ไม่คิดว่าต้องดูกันระเอียดอย่างนั้นใช่มั้ยล่ะ สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกคนจำให้ขึ้นใจว่า “ไม่มีสูตรสำเร็จ” คนเราต่างคนต่างเป็น วิธีที่ได้ผลอย่างยิ่งยวดสำหรับอีกคน อาจไม่ได้ผลสำหรับอีกคนก็ได้

       1. กินเข้าไป ! : เรื่องธรรมดาในสายตาที่ทุกคนคงเห็นกันมานั่นคือเพื่อนอ้วนของเราทุกคน กินเหมือนพายุ บางอย่างแม้ไม่ชอบก็กินได้ แล้วพอจะชอบก็ของที่พาอ้วนชวนบวมทั้งนั้น ฉะนั้นอย่างแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนคืออาหารครับ แต่คงไม่ต้องถึงขึ้นโรคจิตนะครับ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเขาเป็นโรค อโนเร็กเซีย(โรคกลัวอ้วน) เขามักทักว่าผมทานอาหารให้พลังงานเยอะไป บางทีแค่ ลำใย 4 - 5 ลูก มันก็บอกผมว่า นั่นเท่ากันนายกินข้าวไป 1 จานแล้วนะ… -_-”  ….. ถ้าต้องคิดมากถึงขั้นนั้นก็ออกจะมากไปนะครับ ชีวิตขาดสีสรรแห่งรสชาติน่าดูเลย ผมแนะนำให้เดินทางสายกลางครับ กินน่ะกินได้ ชอบมัน ก็กินมันได้ ชอบหวานก็กินหวานได้ แต่ไม่ต้องทุกมื้อครับ แล้วอย่างเอามากระจายละครับ อย่างเช้ากินหวาน - เที่ยงกินมัน - เย็นกินจุ แบบนี้ได้อ้วนตายกันพอดี  ผมขอให้ย้ายเอาของพวกนี้มาไว้มื่อเช้านะครับ ให้กินจะมัน+หวาน+จุ ก็ให้กินกันที่เมื่อเช้านี่แหละครับ เพราะเหลือเวลาให้เราใช้พลังงานทั้งวัน แล้วตอนเที่ยงก็กินให้น้อยลงหน่อย … หน่อย ๆ พอนะครับ อย่าไปอด หรือลดลงเยอะไป เพราะกระเพาะคุณยังไม่ปรับตัว มันจะทำให้คุณหิว หน้ามืด เมื่อยล้า อารมณ์เสีย ผมว่ามันจะทำให้เรากลายเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้างเอาได้นะครับ
        จากนั้นก็มาดูเรื่องปรับพฤติกรรมการกินของเรากันบ้าง ถ้าคุณไม่อ้วนจัดถึงขนาดต้องไปผ่าลดขนาดกระเพาะ ผมว่าเราน่าจะไปปรับตัวเองได้ ด้วยวิธีลดปริมาณการกินจุก่อนเลย ก็แค่
            -  เริ่มจาก กินเหลือ ครับ… ไม่ได้บอกให้กินทิ้งกินขว้างนะครับ แต่ให้เหลือติดจานไว้บ้าง จากเคยกินซะเกลี้ยงยังกะเลียจานด้วย ก็ให้เหลือติดจานไว้บ้างซัก 1-2 ช้อน ทำแบบนี้ให้เป็นนิสัยกับการกินอาหารทุกมื้อของเรา แต่ผมก็เคยโดนถามกับเรื่องนี้นะครับว่า…

    • “ถ้ากินก๋วยเตี๋ยวล่ะ ? “ … ก็เหลือเส้นสิครับกินเนื้อกับผักกินให้หมดเลย
    • “ถ้าปกติกิน 2 จานล่ะ” …. ให้ให้เหลือจานละ 1 ช้อนครับ อย่าไปกินจานแรกซะเกลี้ยงแล้วค่อยมาเหลือจานที่ 2 ไว้ 2 ช้อนนะครับ เพราะถึงจะ 2 ช้อนเหมือนกัน แต่มันให้ผลต่างกันมากนะจะบอกให้ ;-)

            -  ดื่มน้ำก่อนอาหารให้พอ ฟังดูแปลกนะครับ แต่ทราบกันมั้ยว่าดื่มน้ำก่อนอาหารน่ะจำเป็นนะ มันช่วยลดความละคายเคืองจากอาหาร ช่วยการย่อย(ถ้าไม่ดื่มน้ำเข้าไปมากไป) ช่วยให้อิมไวขึ้นอีกหน่อย ช่วยลดกลิ่นปาก ช่วย… ฯลฯ อย่างอื่นน่ะไม่เท่าไหร่หรอกมันสำคัญก็ตรง ช่วยปรับพฤติกรรมการกินให้คุณมีอาการ โหยแป้ง หิวมัน น้อยลงนี่สิครับมันสำคัญ
                *** ฝากไว้ …ดื่มน้ำหลังอาหารมากไป ลดประสิทธิภาพในการย่อยนะครับ ^_^

            -  กินจุกจิก : ของแบบนี้ ให้ลดละเลิก ทันที มีแววว่าจะลงแดงตายกันได้นะครับ ฉนั้นผมแนะให้เปลี่ยนในช่วงแรก ๆ ก่อน นั่นคือ เปลี่ยนเป็นผลไม้ครับ เอาผลไม้มาเป็นของว่างในระหว่างวันแทน แต่ไม่ใช่จะทุกชนิดผลไม้นะครับ ได้แค่บางอย่างเทานั้นครับ ที่นะนำก็คือ ชมพู่ , แก้วมังกร(สีขาว) , แคนตาลูป หรือ แตงกวา เป็นต้น จริง ๆ มีอีกเยอะครับ แต่เอาลงซะหมดคงจะยาวเกินเหตุ เอาไว้จะลงเรื่องนี้เป็นการเฉพาะกิจให้อีกทีนะครับ แล้ววิธีรับประทานเนี่ย ก็ไม่ต้องเอามาทีเป็นกาละมังนะครับ เอามาน้อย ๆ ใส่จานเล็ก ๆ เว้นระยะห่างในการหยิบแต่ละชิ้นให้มาก ๆ ที่สุด พอหมด ถ้าอยากกินอีกค่อยเดินไปเอามาเพิ่มทีละ 3 - 4 ชิ้น รับรองครับได้ผล บางคนอ่านแล้วจะบอกว่า ก็แน่ล่ะสิ ใครได้เดินบ่อย กินน้อยก็ลงความอ้วนได้อยู่แล้วล่ะ… ตอบว่าจริงครับ …. แต่สิ่งที่เราได้จากการทำแบบนี้สำคัญที่สุดคือ ช่วยลดนิสัยแห่งความอ้วนครับ

            -  หวาน ! : เขาคือมัจจุราชที่มาพร้อมความชื่นใจจริง ๆ ครับ ยิ่งน้ำตาลสดหอม ๆ แช่เย็น ๆ ยกดื่มจากขวดตอนที่ร้อน ๆ เหนื่อย ๆ นะ……. โอสุดยอด ……….. แต่อ้วนนะ ! -_-” อย่ามองข้ามเชียวครับสำหรับน้ำวหานเนี่ย ลูกอม น้ำอัดลม และที่คนส่วนใหญ่มองข้ามนั่นคือ นมเปรี้ยว กับ โยเกิร์ต และผู้ร้ายตัวยังอีกราย นั่นคือ กาแฟครับ กาแฟกึ่งสำเร็จรูปน่ะไม่เท่าไหรหรอกครับ แต่ถ้าเป็นกาแฟสด หรือกาแฟโบราณ ล่ะก็ ปรุงหวานมันกันแบบสุดฤทธิ์ บางคนมีกาแฟแบบนี้ติดโต๊ะทำงานไว้ให้ได้จิบกันตลอดวัน แบบนี้จะเอาที่ใหนมาหุ่นดีล่ะครับ 

            - เข้าข้างตัวเอง : เคยมีคนที่ผมรู้จักบอกว่า “ออกกำลังกายไม่ผอมหรอก พวกครูฝึกโกหก คนเราจะอ้วนมันก็อ้วนเองแหละ มันเป็นธรรมชาตของแต่ละคน”  …… บอกเลยว่า “เข้าใจผิดอย่างแรงนิ” เพราะผมได้ตามพฤติกรรมของหญิงสาวคนนี้ จนได้พบกว่า เธอว่ายน้ำตอนเช้า งดอาหารเช้า  รับประทานเมื่อเที่ยงนิดหน่อย เต้นเอโรบิก ตอนเย็นก็มีแค่ผลไม้ …. ว้าว !  …. แบบนี้ก็ต้องหุ่นดีสิ ..จะไปอ้วนได้ไง ?  แต่เดี๋ยวก่อน มาดูตรงนี้กันครับ
                  หลังเธอว่ายน้ำตอนเช้า เธอรับประทานเครื่องดื่มชูกำลัง เธอบอกว่ามันจะได้ไม่เหนื่อยเพราะเธอไม่ได้ทานอาหารเช้า ระหว่างวัน เธอมีลูกอมติดโต๊ะธรรมการเป็นกระสอบ แล้วกินกันแบบเม็ดต่อเม็ด จากนั้นมื้อเที้ยงเธอก็ไม่ค่อยหิวข้าว แล้วอาหารมื่อเที่ยงก็กินได้นิดเดียว เธอบอกับตัวเองและทุกคนว่า เธอต้องออกกำลังกายถึงจุดที่ต้องการแน่เลย เพราะความอยากอาหารลดลง มันใช่ที่ใหนล่ะครับ ก็อมลูกอมไปขนาดนั้นยังจะหิวอะไรอีกล่ะครับ จากนั้นในตอนเย็นเธอไปเต้นแอโรบิก 1 ชั่วโมงเต็ม ๆ แต่เธอและเพื่อน ๆ แก๊งเธอ ก็จะมาดื่มน้ำอัดลมขวดใหญ่ ๆ 2 ขวดกันทุกเย็น และมีมันฝรั่งอีกนิดหน่อย(ถึง 30 บาท กันกัน 5 คน) พอกลับถึงบ้านเธอก็กินแค่ผลไม้ ไม่ใช่แค่คนเดียวครับ ผมเห็นคนอ้วนเป็นแบบนี้กันทุกคน … ผมเองก็เป็นมาแล้ว …. เหอ ๆ  
                  ถ้าใครเป็นแบบนี้หันมาทานอาหารครบ 5 หมู่ ทั้ง 3 มื่อ แล้วทำตามข้อที่ผ่าน ๆ มาที่ผมได้ว่าไปแล้วจะดีกว่านะครับ

*** มองตัวเองแบบไม่ลำเอียง คือที่มาของสุขภาพที่ดีนะครับ ***

ของมันมีที่มา

posted on 27 Sep 2008 11:03 by bodyfit

เคยสงสัยมั้ยครับว่าคำต่าง ๆ นั้นมันมีที่มายังไง ผมจะหยิบเอามาเล่าให้ฟังเรื่อย ๆ นะครับ

สินสอด : เคยพูดถึงไปแล้ว ว่าคุณต้องแสดง สินทรัพย์ ว่ามีฐานะพอเลี้ยงลูกสาวของเขาได้ เขาถึงจะยอมให้คุณ สอดใส่ ลูกสาวเขาได้ ปัจจุบันตกลงกับลูกสาวเขาได้โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อแม่ก็ได้ เพราะปัจจุบันการ ขายตรง กระจายตัวไปอยู่ในทุกวงการแล้ว  เหอ ๆ ...

รถเมล์ : แปลกนะทำไมเรียกแบบนั้น นั่นก็เพราะเมื่อก่อนเวลาใครจะไปต่างจังหวัด มักจะติดไปกับรถส่งจดหมาย หรือ Mail-Bus ของกรมไปรษณีย์นั่นเอง และเมื่อก่อนใช้กับรถที่ต่างจังหวัด

ศาล :  เมื่อก่อนระบบยุติธรรมของไทย นั้นอิงคุณธรรม (ซึ่งปัจจุบัน ความยุติธรรมบางทีก็ดูไม่มีคุณธรรม) เวลาไม่มั่นใจว่าใครทำผิด เขาจะไปที่ ศาล(เจ้าพ่อ) เพื่อตัดสินเรื่องต่าง ๆ โดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยานแห่งการตัดสิน แล้วก็อาจโยนคนทั้งคู่ลงน้ำ ใครขาดใจตายก่อนก็มันนั่นแหละผิด ... โอ.. โหด ต่อมาจึงเรียกที่ตัดสินคดีต่าง ๆ ว่า ศาล ตามความเคยชินมา

ผงกระหรี่ : มันมาจากการที่เราแปลได้ไม่เต็มร้อย คำเลยเพี้ยนหนักไปได้ขนาดนั้น จริง ๆ มาจากคำว่า Curry - Powder หรือ ผงแกง นั่นเอง....ซึ่งเป็นผงเครืองเทศในอาหารแบบ อินเดีย แต่ดันไปแปลคือคำว่า Powder ส่วน Curry ดันเรียกทับศัพท์ ผลเลยกลายเป็นผงขายตัวอย่างนั่นตลอดมา

 

.... คิดได้ตั้งเยอะ ดันลืมซะได้ .... เอาไว้จะมาเพิ่มนะ ^_^

  คนอยากผอม สะดุดใจเรื่องนี้ เลยเอามาฝากซะเลย 555

--------------------------

     คำถามที่ผู้แนะนำการออกกำลังกาย และคนขายสินค้าที่เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก/ความอ้วน มักถูกถามกันมากที่สุด และไม่มีท่าทีว่าจะลดลงซะด้วย อย่างผมเองก็เคยโดนถามอยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน ผมเลยของหยิบเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกันแบบชาวบ้าน ๆ เข้าใจง่าย ๆ กัน

    จะลดลงกี่กิโล ? : ตอบได้เลยครับว่า ไม่รู้ครับ ! 8-) …. ฟังเหมือนตอบแบบไม่มีความรับผิดชอบใช่มั้ยครับ แต่นั่นแหละครับความจริงล่ะ ใครจะไปตอบได้ล่ะครับ ถ้าคุณรับประทานยาลดน้ำหนักไปแล้วคุณยังคงกินเป็นพายุ เพราะถือว่าฉันกินยาเข้าไปแล้ว  และถ้าคุณยังคงนั้ง ๆ นอน ๆ กินแต่ของมัน ๆ ทุกมื่อ แถมด้วยของว่างเป็น แป้ง ๆ + หวาน ๆ อีกตลาดวัน แบบนี้กินยาอะไรเข้าไปก็คงคงไม่ลดหรอกครับ แค่อ้วนขึ้นอย่างช้าก็ดีแล้ว เว้นเสียแต่คุณจะกินยาพวกที่ทำให้ไม่อยากอาหาร นั่นแหละจะช่วยให้คุณน้ำหนักลด  แต่ความอ้วนไม่ลด … !

   น้ำหนักลด  แต่ไม่ลดความอ้วน … !  ฟังดูแปลก ๆ ใช่มั้ยครับ แต่ผมบอกได้เลยว่าไม่แปลก เป็นธรรมดามาก ๆ เพราะหลายคนชอบคิดว่า ความด้วนกับน้ำหนัก คืออันเดียวกัน … เปลี่ยนความคิดใหม่เลยครับ .. ยาลดความอ้วน กับ ยาลดน้ำหนัก มันคนละอย่างนะครับ
    - ยาลดน้ำหนัก  : พวกนี้คือยาที่กินเข้าไปแล้ว อึบ่อย / ฉีบ่อย บางยี่ห้อเพิ่มตัวยาที่ทำให้ไม่อยากอาหารเข้าไปด้วย ทำให้กินอาหารน้อยลง แล้วดันขับถ่ายมากขึ้น … ผลก็คือ น้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว แต่ไขมันยังเพียบ เซลลูไลซ์ ยังกองเต็มอยู่ตามแขน  ขา  ก้น และหน้าท้อง แต่ถ้ายังดันทุรังกินยาพวกนี้เข้าไปอีกล่ะครับจะเป็นไง ? … ผลก็คือ คุณจะขาดสารอาหาร เพราะกินอาหารได้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ และการขับถ่ายเกิดปกติ(ทั้งกากอาหารและของเหลว) ไม่ว่าจะเป็นการ อึหรือฉี  จะทำให้ร่างกายคุณขาดน้ำ คุณจะผิวเสีย แห้งกร้าน ผมร่วงหรือหยาบขาดน้ำหนัก จากนั้นก็ตามด้วย หน้าแก่เกินไว  ที่สำคัญมันทำให้เกิดการโยโย่
! …. :-( … ** แต่ที่น่ากลัวคือ ยาลดความอ้วนทั้งหลายเป็นแบบนี้ เพราะอาศัยความใจร้อน และหลงประเด็นของสาว ๆ ที่ไปให้ความสำคัญกับน้ำหนักมากกว่าความแข็งแรง และหุ่นสมส่วน สาวกลุ่มนี้มักผอมแห่ง แต่ดูไร้ชีวิตชีวา

      - ยกลดความอ้วน : ความอ้วนในที่นี้ก็หมายถึง ไขมันส่วนเกิดที่พอกอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในร่างกายของคุณ ไม่ว่าจะเป็น ต้นขาหรือแขน สะโพก และส่วนอื่น ๆ ทั่วร่างกาย ยาแบบนี้มักมีกลไกหลัก ๆ อยู่ 3 อย่าง นั่นคือ ป้องกันการเก็บสารอาหารส่วนเกินใหม่ , ป้องกันการสะสมพลังงานส่วนเกินเก่า, เร่งเผาพลาญพลังงานสะสมพลังงานส่วนเกินเก่า แต่ถ้าเป็นของดีจริงจะมีอีกอย่างนั่นคือ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายไปด้วยในตัว(แต่หายากหน่อย) ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ร่างกายคุณลดสัดส่วนลง พร้อมด้วยน้ำหนัก แต่จะไว้แค่ใหนนั้นอยู่กับพฤติกรรมของคุณด้วย ยาประเภทนี้มักจะมีขายน้อย เพราะยอดขายอาจไม่ดีด้วย ระยะหวังผลนานมาก จึงยากต่อการทำการตลาด สินค้าลดความอ้วนแบบนี้เลยน้อยตามไปด้วย

 

    จะอ้วนอีกมั้ย ?  …. ตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ “อ้วนแน่นอน” …. ในโลกมันไม่ยาตัวใหน หรือวิธีการใด ที่มันให้ผลแบบนั้นน่ะ ทุกอย่างมันอยุ่ที่เราเองครับ ถ้าหากเรา ทำตัวเป็นตามใจปากเราก็ต้องอ้วนอยู่แล้ว

    เห็นมั้ยครับ อะไร ๆ มันอยู่ที่ตัวเราจริง ๆ อ้วนก็เพราะเรา จะเลิกอ้วนได้ ก็เพราะเราอีกนั้นแหละครับ ไม่ว่า ยา หรือ อะไรต่อมิอะไรที่เราเอามาช่วยทำให้เราผอมลงน่ะมันแค่องค์ประกอบครับ คุณจะหวังพึ่งของพวกนี้แค่อย่างเดียวให้มันได้ผลเบ็ตเสร็จไปซะทุกอย่างไม่ได้หรอกครับ จำไว้ว่าจากนี้ไป ถ้ามีคนมาบอกว่า ยาลดความอ้วนของเรา ลดแล้วลดเลย นั้นน่ะโกหกครับ ! :)

 

    ** ยาลดความอ้วน ควรมีผู้ให้คำแนะนำในการรับประทานจะได้ผลดีที่สุด **

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.menblog.co.cc

จุดทับซ้อนทางคุณธรรม

posted on 18 Sep 2008 21:54 by bodyfit

   วันนี้ผมมา ทำบุญครอบรอบการจากไปของเด็กสาว จากเรื่อง ข่มขืน #1, #2 , #3 ที่ผมเคยได้เขียนเล่าให้ทุกคนฟังมาแล้ว มันเป็นวันที่เท่าไหร่แล้วไม่ทราบนับแต่วันที่เธอจากไป แต่วันนี้ผมว่าง ผมเลยชวนน้อง ๆ ที่ทำงานกับผมทุกคนไปทำบุญด้วยกัน

   และวันนี้ กร (ปีศาจโลกใหม่)  กับ อุ่น (นักบวชจากโลกเก่า) ซึ่งเรื่องราวของทั้งส่องผมก็เคยได้เล่าให้ฟังไปแล้ว คลิกเพื่ออ่าน ทั้งสองก็มาร่วมการทำบุญครั้งนี้ด้วย แต่ส่วนมากทุกคนมักจะมาทำบุญเพราะสงสัยมากกว่าว่าทำไมผมถึงได้ IN กับเหตุการณ์นี้นักหนา

   เราทำบุญกันเสร็จ เราก็มากินข้าวด้วยกัน แทนกันนักพบกันประจำสัปดาห์เหมือนที่เราทำกันมา และได้คู่กันสองตัวก็ทำหน้าที่ของมันอย่างทุกที

   เปี้ยก : ไม่น่าเชื่อเลยพี่จะร้องไห้ได้อย่างนั้น ถ้าไม่บอกผมคิดว่าน้องเขาเป็นลูกสาวพี่ไปแล้วนะ

   ผมเอง : ไอ้บ้า ถ้าลูกก็โตขนาดนั้น กูไม่ต้องมีลูกตั้งแต่ ม.ปลายเลยเหรอ ?

   อุ่น : แต่ก็ดีนะครับ ที่น้องเขาไปสู่โลกใหม่แล้ว ไม่ต้องมารับรู้เรื่องร้าย ๆ แบบนี้ ผมสงสารน้องเขาจริง ๆ

  เปี้ยก : เห็นแฟนพี่บอกว่า คนร้ายก็ยังจับไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอพี่ ?

  วิทย์ : พวกนี้น่าจะประหาร ทิ้งซะนะผมว่า เก็บไว้ก็หนักแผ่นดิน

  อุ่น : เราเมืองพุทธนะครับ จะทำแบบนั้นได้ยังไง

  กร : พุทธ ! เหี้ยไรล่ะ .... (มันมาแรงตามสไตล์ของมันอีกแล้ว ครับท่าน)

  อุ่น : ทำพูดอย่างนั้นล่ะพี่ ก็เราก็น่าจะให้เขาได้โอกาสแก้ตัวบ้างสิพี่ คนเราทำผิดกันได้นะ

  กร : ก็ให้โอกาสแก้ตัวกับทุกเรื่องแบบนี้สิ คนไทยมันถึงทำก่อนคิด พอผิดแล้วค่อยมาไถ่โทษ เรื่องที่มันให้อภัยได้ก็อภัยไปสิวะ เรื่องใหนไม่ควรให้ไม่ต้องให้ก็ได้ ไอ้อภัยเนี่ย

  เปี้ยก : การฆ่าคนมันบาปนะพี่

  กร : แล้วการเลี้ยงคนบาปไว้ฆ่าคนดีเนี่ย มันได้บุญงั้นเหรอไอ้เปี้ยก ?... อย่าแดกเหล้าเยอะล่ะมึง ... วันนี้มึงต้องขับรถ

   อุ่น : แล้วถ้าคนที่พี่รักทำผิดบ้างล่ะ พี่จะยอมให้เขาประหารมั้ย ?

   กร : ถ้าพ่อกูผิด ก็ฆ่าได้ หรือไอ้พุทธจ๋า อย่างมึงเห็นแก่พวกพ้องจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี

   อุ่น : อ้าวพี่ .... ทำไม....

   ผมเอง : เอา ๆ พอ ๆ ....  พอเลยนะพวกมึง ถ้ายังเสือกคุยกันเรื่องนี้กูจะ.....

--------------------------

   มันก็เงียบกันไป แต่ผมเอาสิ่งที่มันพูดกันมาคิด มันก็ชวนให้คิดตามได้เพลินได้เหมือนกันนะ คุณว่ามั้ย ?

คุณชอบแบบใหนครับ ? ... -_-'

posted on 15 Sep 2008 16:01 by bodyfit

    ผมไปเจอเรื่องนี้มา รู้สึกว่ามันตรงกับประเทศของเราตอนนี้มาก ๆ เลย

--------------------------------------------

    ผ่านกันมาหลายปี ที่เหล่านักวิจัยสมองใส ใส่ใจที่จะรู้ให้ได้ว่า ผู้ชายชอบหญิงผอมหรืออ้วนกันแน่ โดยเริ่มจากทำสำรวจกับชายหนุ่มนักเที่ยว ผมว่าถ้าพวกนักวิจัยออกจาก Lab ไปเที่ยวซะบ้างก็คงไม่ต้องมาเสียเงินสำรวจหรอก โดยชี้ไปที่หญิง ตัวอย่างที่มาเป็นหน้าม้าในสถานที่นั้น  ซึ่งมีอยู่ 4 คน(อ้วน,อวบ,เพรียว,ผอม) ผลสำรวจปรากฏว่าหนุ่ม ๆ เลือกสาวอวบเกือบร้อยเปอร์เซ็น  มีเพียงส่วนน้อยที่เลือกสาวเพรียวและสาวอ้วน  แต่สาวผอมแทบถูกตัดจากสายตาของหนุ่ม ๆ ทุกคนไปเลย

     ทำให้นักวิจัยกลุ่มเดิม เกิดความสงสัยต่อไปอีก พวกนี้มันว่างจนฟุ่งซ่านนะผมว่า  ในเมื่อเป็นแบบนี้ แล้วทำไม ?  สาว ๆ ยังทำตัวเองให้ผอมอยู่ได้    
     และทุกอย่างก็กระจ่าง หลังจากการสัมภาษณ์บรรณาธิการ นิตยสาร สำหรับผู้หญิงอย่าง Cleo เพราะเธอบอกว่า ผู้หญิงไม่ได้ลดหุ่นเพราะผู้ชาย แต่พวกเธอลดหุ่นเพราะผู้หญิงด้วยกันเอง มันเป็นการพยายามทำตามค่านิยมในหมู่สาว ๆ เท่านั้นเอง เหมือนอย่างที่หนุ่มเพาะกายจนกลายเป็นพ่อวัวโต ทั้งที่จริง ๆ สาวก็ไม่ได้ชอบอย่างนั้น
      ตามคำสัมภาษณ์ข้างต้น ทางจิตแพทย์ ก็ยังเสริมต่ออีกว่า จริง ๆ ทั้งหญิงและชายกระทำทุกอย่างกับร่างกายตนเองก็ยังหวังลึก ๆ ที่จะให้เพศตรงข้ามสนใจอยู่ดีนั่นแหละ ฉะนั่นแล้วดู ๆ ผมว่า อะไรที่พอดี ๆ น่าจะได้ให้ผลลัพธ์ดีกว่านะครับ คุณว่ามั้ย ?
---------------------------------------
เหอ ๆ ก๊อบเค้ามาอีกตามเคยครับ ... www.menblog.co.cc
   ได้ยินคำโบราณมานาน แต่ผมก็ยังแย้ง ๆ ในใจว่า คนเรามันจะงามเกินจริงของตัวเองมากก็ไม่ได้หรอก คนไม่สวยแต่งไปก็งั้น ๆ แหละ จะสวยได้ซักแค่ใหนถ้าไม่ไปทำ ศัลยกรรม ….

    แต่แล้ว … 8-O … หลังจากผมได้รับ Mail Forward ความคิดก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง …

 

 

โอ…. พระเจ้า … 8-O

 

ขอบคุณข้อมูลเพื่อความปลอดภัยจากเว็บ www.menblog.co.cc

ไม่ต้องพูดกันมากเริ่มเลยดีกว่า

  1. NATO : No Action Talk Only องค์กรระดับนานาชาติที่ได้แต่พูด ไม่เห็นมันทำห่าอะไร
  2. MSN, Camfrog ฯ : นวัตกรรมที่ช่วยลดเวลาให้สังคมทั่วโลก ลดค่าโทรศํพท์ ลดค่าส่งเอกสาร ลดค่าเดินทางเพื่อร่วมประชุม ลดความเสี่ยงจากเดินทางด้วย แต่สำหรับกระทรวงวัฒธรรม มันคือสัญลักษณ์แห่งความอัปปรีแห่งโลกภิวัตน์ ควรทำลายทิ้ง .... ทำลายพวกป้าทิ้ง เราจะเจริญกว่านี้มั้ยครับ ?
  3. ข่มขืน : สวัสดิการจากภาครัฐสำหรับชายไทย เห็นใครแล้วอยาก ! ก็ตรงเข้าไปแล้วจับมา กดให้มิด ...ไม่ต้องห่วงเรื่องกฏหมาย เพราะเขาไม่ทำอะไรคุณหรอก เห็นว่าโทษเบากว่าขโมยของในห้างสรรพสินค้าซะอีก
  4. ความอบอุ่นในครอบครัว : หาซื้อได้ตามร้านเกมส์, โรงเรียนกวดวิชา และห่างสรรพสินค้าทั่วไป จริง ๆ นะ.... ไม่งั้นพ่อแม่จะส่งคุณไปทิ้งไว้ที่นั่นเหรอ
  5. โรงเรียนกวดวิชา : สถานกักกันเยาวชนที่มีพฤติกรรมพอใช้ถึงดี  เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษา
  6. Web : ใยแมงมุมไง.... ทำไม ? ...แปลไม่ออกหรือไงพวกเด็กโง่ .. ป้าแกไปอยู่ใหนมาวะ
  7. อบต. : อม ทุกบาท ทุกตังค์ ... ผมคงงเหลือแค่มื่อที่คลิกเมาส์นี่แหละที่ยังไม่ได้อยู่ในคุก
  8. ตชด. : ตุ๊ด ชอบ เด็ก ....
  9. TITV : ทิ-ทีวี ... ทีวีของสนธิ (ทุกวันนี้เปลี่ยนชื่อแล้ว)
  10. หนังสือ : สินค้าที่ภาครัฐมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ผมมั่นใจว่าอย่างนั้น เพราะไม่เคยมาอุ้มราคาหนังให้ถูกลง เหมือนที่เวียดนามเลย
  11. แฟน : สารตั้งต้นทางใจ แต่จบลงที่ใต้สะดือ  
  12. เมีย, ผัว : กริยา ช่องที่ 2 ของ แฟน
  13. มือถือ : แน่ล่ะมีใครเอาตีนคีบโทรศัพท์แนบหัวบ้างล่ะ เรียกแบบนี้ก็ถูกแล้ว
  14. สื่อสารมวลชน : กลุ่มคนผู้มีการศึกษา ที่กระทรวงศึกษาลืมใส่รายวิชา "สิทธิส่วนบุคคล" เข้าไว้ในตำราเรียนของพวกเขา .... ผมเคยสงสัยจนต้องไปถามผู้ใหญ่ทางการศึกษา จึงได้รับคำตอบว่า "ผมคิดว่า มันเป็นจิตสำนึกพื้นฐานของความเป็นคนซะอีก.. !" .... แต่ผมว่าเริ่มให้เขาเรียนเรื่องพวกนี้บ้างเถอะครับ
  15. นายชื่อจริง  นามสกุลจริง : ชื่อ-นามสกุลของผู้ต้องสงสัย (ยังไม่สรุปว่าผิด)  เป็นข้อมูลที่สื่อมวลชนนำเสนอ โดยอ้างว่าเป็นข้อเท็จจริง
  16. หนังสื่อพิมพ์ฉบับหนึ่ง , สื่อรายหนึ่ง : ชื่อของสื่อที่ทำผิดอย่างจัง จนศาลตัดสินแล้ว แต่ไม่เปิดเผยชื่อจริง ๆ เพราะนั่นเป็น สิทธิของสื่อ ...... เอ้าเห้ย ! ... ก็ใหนว่าพวกมึงไม่ได้เรียนเรื่องสิทธิ์ไงวะ ?!

        .... เอ .... นึกไม่ออกแล้วแหะ เอาเป็นว่าใครยังอยากทราบ คำใด ก็ส่งมาแล้วกันนะครับ จะหาข้อมูลให้อีกที

  รวบรวมอีกครั้งเพราะดันเผลอลบอันเก่าไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ โดยเอา ควายหมาย ของคำย่อ หรือสิ่งต่าง ๆ ในสังคมไทยไว้ที่นี่

ขสมก : ขึ้น เสียง มึง กู .... หากพนักงานสุภาพโปรแจ้ง 02-xxxxxxx เพราะความสุภาพอ่อนหวานผิดกฏองค์การอย่างแรง

พันธมิตรประชาธิปัตย์ไง เพื่อประชาธิปัตย์ไง : ยังต้องแปลอีกเหรอ ?

หมูแหม(แก้เป็น หมูแฮม) : เป็นอาหารของฝรั่ง แต่เป็นขยะในสังคมไทย

One Stop Service : มึงต้อง Stop งานมา 1 วัน เพื่อรับ Service จากกู

ABS. : Anti Brake System ระบบป้องกันการหยุดรถในทุกกรณี

กฏหมาย : ตัวหนังสือกลุ่มหนึ่ง ถูกเขียนขึ้นตามธรรมเนียม เพื่อทำเนียน ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ

ธรรมเนียม : สิ่งทำตาม ๆ กันมา มักอยู่ในฐานะสิ่งดีงาม แต่เกือบทุกครั้งที่ครั้งที่ทำเนียมทำตัวเป็นกำแพงกันสิ่งดีงามใหม่ ๆ ตามยุคสมัย

กบวกู บัง ไว้ หน่วยงานบ้าจี้ที่มีทุกสังคม ทำหน้าที่หยุดหยั่งการพัฒนา(ที่ไม่ตรงกับความต้องการของตนเอง) ยกตัวอย่างเช่นในประเทศหนึ่ง หนังสยองฆ่าเลือดสาด เชือดคอ ลอกเนื้อเถือหนัง ถือว่าผ่าน หนังทั่วไปเห็นคนกอดกัน คนใส่ชุดว่ายน้ำที่ชาดหาย ถือว่ารุนแรง .... โดนแบน !...... หรือในบางประเทศ ภาพชายหญิง จูบ+ล้วง โดนแบน แต่ผู้ชายด้วยกัน ดูดปากกัน+ล้วงกันบนดาดฟ้า ให้คนในรถไฟฟ้าดู เรียกว่า ศิลปะ .... เอ้า ! เห้ย ... แบบนี้มันหมายควายว่าไงวะ !?

ประชาธิปไตย์ : การปกครองที่เรียบง่าย มีหลัก 3 ข้อง่าย ๆ คือ เคารพสิทธิ์ผู้อื่น, เคารพเสียงข้างมาก,  รู้หน้าที่ตน เห็นมั้ยง่าย ๆ เอง

ประชาธิปไตย์ : (แปรไม่สุภาพว่า) การปกครองแบบพวกมาลากไป ซึ่งถูกต้องแล้ว เพราะบางครั้งเราเป็นเสียงข้างน้อยก็ต้องเคารพข้างมาก บางครั้งเราเป็นข้างมากก็ต้องการให้เสียงข้างน้อยเคารพเสียงข้างมาก

 ผู้นำ : คือคนที่อยุ่ข้างหน้า ไม่ใช่อยู่ตรงกลาง

ทหาร : รั่วของชาติ ผู้กู้วิกฤติชาติ สู้เพื่อชาติ ทำทุกอย่างได้เพื่อชาติ แต่ไม่ควรให้เป็นผู้บริหารชาติ

เกษตกร : กระดูกสันหลังของชาติ คำนี้แปลได้ตรงตัวมาก เพราะคุณคิดดูสิ คุณทำอะไรเพื่อกระดูกสันหลังตัวเองบ้าง นอกจากปล่อยมันไปตามบุญตามกรรม แล้วหันไปซื้อเครื่องสำอางค์ราคาเป็นหมื่นมากพอกหนังหน้าเท่านั้น

รมต. : เรา มี ตีน กลุ่มผู้มีอำนาจ บาท ใหญ่ ในบ้านเมือง มักใช้อำนาจในทางที่ไม่ค่อยตรงใจผู้คนนัก แต่เขาก็คือกุญแกการบริหารประเทศ มีผู้เชียวชาญทางการมอง(มองอย่างเดียวไม่เห็นทำห่าอะไร) แนะนำว่าเราควรเรียนรู้วิธีการใช้งานคนพวกนี้ให้มากขึ้น

นักวิชาการ : ตำราที่มีลมหายใจ ถ้าคุณมีเวลาน้อย ก็รับฟังพวกเขาบ้างก็ดี แต่ถ้ามีเวลามากพอ ก็เดินออกจากห้องสมุด ไปหาสิ่งที่อยู่ นอก+เหนือ ตำรา บ้างก็ได้

นักการเมือง : ผู้เชียวชาญการบริหารความขัดแย้ง ไร้มิตรแท้ และศัตรูจริง ตอนแรกผมนึกว่าพวกนี้ตีสองหน้า แต่เคยมีคนถามผมว่า ถ้าคนที่ผู้ใหญ่บริหารประเทศ รักใครแล้วรักเลย เกลียดใครแล้วเกลียดเลย ไม่รู้จักการให้อภัย ประเทศจะเป็นยังไงวะ ..... เออว่ะ

กะเทย : ผู้ชายที่หมายจะเป็นหญิง หรือจะเรียกว่า หญิงที่เกิดมาเป็นชายก็ไม่ทราบ

ภาษาอังกฤษ : ภาษาที่พูดได้แล้ว จะทำให้คุณดูดีมีชาติตระกูลกว่าพูดภาษาไทย ไม่เชื่อก็ลองดูสิ มันรู้สึกดีมากเลยนะ เริ่มง่ายโดยการหันหน้าไปหาคนข้าง ๆ คุณตอนนี้ แล้วพูดกับเค้าว่า Fuck You !

ภาษาไทย : ใช้เรียกภาษาทุกภาษาที่ถูกใช้โดยคนแต่ละภูมิภาคในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่ภาษากลางของประเทศ .... อ้าว..!... เพิ่งรู้นะเนี่ย

 

เอาล่ะขี้เกียจพิมพ์แล้ว คีย์บอร์ดพิมพ์ยากมาก ๆ ไว้กลับถึงบ้านแล้วจะพิมพ์ต่ออีก มีอีกเยอะเลย