ออกตัวกันก่อนว่า เมื่อครั้งยังเรียนผมเป็นเด็กที่ไม่ใช่เด็กเรียน หรือคนในกรอบนักหรอก เพราะต้องพยายามหาตังค์ในระหว่างเรียนด้วย เหตุผลก็ไปดูได้จากตรงนี้  แต่โชคดีอย่างหนึ่งในชีวิตผมคือการได้มีโอกาศรู้จักกับคนกลุ่มหนึ่งที่จากการทำกิจกรรมในระหว่างเรียน การพบคนเหล่านี้ทำให้มุมมองหลาย ๆ อย่างในชีวิตของผมเปลี่ยนไปโดนสิ้นเชิง โดยมันมาจากการพูดคุยกับท่านเหล่านั้น พวกท่านเป็นกลุ่มเศษรฐีใหม่ ที่รวมกลุ่มกันและผมก็มักได้รับความเอ็นดู ให้ไปร่วมฟังการสนทนา อยู่บ่อย ๆ มันจึงเป็นที่มาของ 45 โยคเด็ดในชีวิตผม ซึ่งผมยังคงจดบรรทึกไว้เพื่อ เอาออกมาอ่านอยู่เสมอ เพื่อเตือนใจตัวเอง

1.  23 พฤษภาคม 2542  
    ผมไปนั้งในกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มหนึ่งในฐานะเด็กที่มาช่วยงาน ทุกคนกันสนุกมาก แล้วก็หันมาถามผมว่า "แล้วจบไปจะไปทำงานอะไร"  .....  ผมคิดไว้ตั้งแต่เป็นเด็กจะไม่ทำงาน ผมตอบไปว่า "ผมจะสร้างงานเองครับ" หลังผมตอบ ทุกคนเงียบมองหน้ากัน แล้วปล่อยก๊าก อย่างเฮฮาออกมา ผมถึงกับหน้าถอดสี นี่ความคิดกูมันน่าขำ อย่างนั้นเลยเหรอวะ ? แต่แล้วผมก็ถูกคนที่นั้งอยู่ข้าง ๆ ตบหลังเบา ๆ ทั้งที่คนตบยังหัวเราะอยู่ "ดี...พี่ชอบความคิดเธอมาก ทุกคนที่นั้งอยู่ที่โต๊ะนี้ก็เคยคิดอย่างเธอนี่แหละ" มันทำหัวใจผมพองโตเลยล่ะ

 

2. ปลายมิถุนา 2542
    ผมเริ่มเป็นที่ถูกชะตาของผู้ใหญ่กลุ่มนี้ พวกท่านมักชวนผมไปเดินเล่นด้วยเวลาไปตีกอล์ฟ หรือไปทำบุญ หรือไปทำการกุศล แต่ไม่ใช่ในฐานะเด็กมาช่วยงาน พวกท่านมักบอกกับทุกคนว่า ผมเป็นลูกหลาน วันนั้นผมถูกชวนไปงานเลี้ยงรับปริญญาเอก ลูกสาวเพื่อนของท่าน งานทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี ในงานมีข้าราชการชั้นผุ้ใหญ่หลายคน มีแต่คนที่  ดร.  รศ.   ผศ.   ศ.  หรืออะไรก็ไม่รุ้อีกเยอะแยะ มันน่าชื่นชมมากสำหรับคนเรียนไม่เก่งอย่างผม ในตอนกลับผมได้มีโอกาศคุยกับท่่านเยอะหน่อยเพราะเป็นการขับรถข้ามจังหวัด ใรการสนทนาเยอะแยะที่เกิดขึ้น ผมพูดขึ้นว่า "ผมอยากจะเรียนสูง ๆ อย่างนั้นบ้างจัง"  ผมก็ถูกถามสวนกลับมาทันที "ใหนว่าจะสร้างงานไง" ผมก็แปลกใจนะ "เพราะเรียนสูง ๆ ไปสร้างงานไงครับ"  ท่านก็ถามกลับแบบเป็นคำตอบในตัวมาเลย "แล้วเห็นอาจารย์ สอนวิชาเศษรฐศาสตร์ กับวิชาการลงทุน  หรือการเงิน  ทำธุรกิจแล้วรวยกันบ้างมั้ย พวกนั้นจบ ด็อกเตอร์กันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ ?" เออแหะ... แต่ผมก็ต้องถามเพราะผมยังสงสัยด้วยวัยของผม ผมถูกที่บ้านสอนมาตลอดเรืองการเรียนว่ามันทำให้เรารวย "อ้าว ! ....  งั้นเราก็ไม่เรียนก็ได้สิครับ"  ผมว่าท่านก็ใจดีนะครับ ผมเองมาคิดถึงตัวเองในวันนนั้นยังว่าตัวเองน่าลำคาญเลย "วุฒิการเรียนน่ะ จำเป็นสำหรับลูกจ้างเท่านั้นแหละ  เคยเห็นใบประกาศที่ใหนกำหนดวุฒิเจ้าของกิจการหรือเปล่าล่ะ" "งั้นก็ไม่จำเป็นต้องเรียนสิครับ ?" "ไม่ใช่ทั้งหมด...... การเรียนน่ะไม่สำคัญเท่าการศึกษาหรอก เรียนต้องรอคนสอน  ศึกษาคือหาเอง คนเราก็จำเป็นต้องเรียน ไม่งั้นจะศึกษาได้ไง แต่ถ้าจมอยู่กับการเรียน เราจะไม่รู้จักศึกษาอไรเลย"  ผมอาจเขียนตกไปบ้าง แต่ท่านพูดประมาณนี้จริง ๆ มันให้ผมเห็นอะไร เปลี่ยนไปอีกแล้ว

 

วันนี้แค่สองข้อก่อนครับ Notebook ผมแบตหมดแล้ว

น้ำตาของผม

posted on 26 Apr 2008 12:51 by bodyfit

     คงยังจำได้กับเรื่อง ข่มขืน ที่ผมเคยได้เขียนไปแล้ว และเมื่อเย็นวานผมกลับไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล อีกครั้ง  ผมพบญาติ ๆ ของเธอ กลุ่มใหญ่มาเยี่ยมเธอ ดูแล้วก็นับว่าน่าชื่นใจที่เธอยังมีคนเป็นห่วงเธออยู่เช่นนี้ แฟนผมก็ชวนกลับเพราะเห็นมีคนเยอะแล้วเราไม่ต้องเข้าไปกันหรอก .... แต่ใหน ๆ ก็มากันแล้ว ผมก็อยากเข้าไปเหมือนกัน เพราะผมเองก็ไม่รุ้จักใคร ๆ เลยในกลุ่มนั้น ผมเดินเข้าไปใกล้กลุ่มญาติของเธอ เสียงสนทนาก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเมือฟังได้ศัพท์ มันกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกที่หน้าอก เพราะพวกเขาคุยกันแต่เรื่องมรดก , เงินทอง , ทรัพย์สิน ที่พ่อและแม่เธอเหลือไว้  ยามนี้ทุกคนปราถนาจะได้มัน แต่ไม่ปราถนาที่จะอุปการะเด็กหญิงเสียสติคนนี้เลย

    ผมทำเป็นเดินผ่านพวกเขาไป นั้งอยู่ที่เตียงใกล้ ทำเป็นว่ามาเยี่ยมเตี้ยงข้าง ๆ นี้ ผมนั้งฟังพวกเขาอยู่นาน นานจนพอจะคิดได้ว่า เด็กคนนี้ โชคร้ายเกินกว่าจะมีลมหายใจต่อไปซะแล้ว เพราะสภาพเธอที่ผมเห็นตอนนี้ ถูกมัดรั้งไว้กับเตียงด้วยผ้าสีขาวที่ยังเห็นได้ชัดว่ามีรอยเลือดที่แห้งจนดำแล้วติดอยู่ เสียงพวกเขาที่คุยกันค่อนข้างดังเมื่อผมเข้ามาใกล้นั้นค่อย ๆ เบาลงมีเพียงภาพเด็กหญิงคนนี้ที่สะกดผมไว้ ผมได้สติอีกทีเพราะแฟนผมมาสะกิดเรียกผม พร้อมส่งทิสชู่ให้ผม ........ ผมร้องไห้ !     นับแต่จำความได้ผมร้องไห้น้อยครั้งจนอาจเรียกว่าไม่เคย แต่ครั้งผมกลับมีน้ำตาออกมาโดยที่ผมเองไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป

   เสียงฝูงเปรต(กลุ่มญาติ) ที่โหยหวนแย่งส่วนบุญกันอยู่รอบ ๆ ตัวเธอก็เริ่มฟังชัดขึ้นพร้อมกับสติที่กลับมาของผม ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยโผล่มาเลย ค่าใช้จ่ายก่อนหน้านี้มาถึงวันนี้ก็ผมจ่ายมาโดยตลอด และคงจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดด้วยสิ แต่ช่างมันเถอะ ทำบุญกับอิฐ กับปูน กับรูปปั้น ผมก็ทำ ทำไมจะทำบุญกับคนมีเลือดมีเนื้อด้วยกันไม่ได้

    ราวครู่ใหญ่ เปรตผูงข้าง ๆ ผมก็ชักจะโหยหวนแย่งส่วนบุญกันดังมากขึ้น จนที่สุดพยาบาลก็มาเชิญออกไป ผมลุกขึ้นไปยืนข้าง ๆ เธอแล้วมองดูเธอที่หลับ นี่ถ้าผมมีลูกสาว แล้วต้องมีชะตากรรมอย่างเธอ ผมจะทำยังไง ตอนนี้เธอก็คือเด็กสาววัย 15 ธรรมดาคนหนึ่งที่หลับสบาย เหมือนไม่ต้องคิดมากอะไรพรุ่งนี้ตื่นขึ้นเธอก็จะไปโรงเรียน เรียนหนังสือ พูดคุยสนุกสนานกับเพื่อน ทุกวันเธอจะกลับถึงบ้านไว ทำอาหารรอพ่อกับแม่ ซึ่งกลับบ้านเกือบ 4 ทุ่มทุกวัน เพราะงานที่ห้างซุปเปอร์สโตร์ค่อนข้างเยอะ บางวันเธอจะเดินข้ามถนนเอาอาหารที่เธอทำมาฝากครอบครัวผมเพื่อให้ชิมและติชม เพราะวันหยุด เธอมักจะมาขอใหแฟนผมสอนทำอาหารให้  และก็อีกครั้งที่น้ำตามันออกมาเอง

   หมอเดินเข้ามาทักทายผม เพราะผมเคยบอกหมอว่าผมเป็นญาติกับเธอ และคงจำได้เพราะผมเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายด้วย แล้วผมก็ถามอาการเธอ มันทำให้คราวนี้ผมถึงกับร้องแบบปล่อยโฮ....  ผมร้องไห้แบบเสียอาการแบบนี้ครั้งสุดท้ายน่าจะก่อน ป.4  เพราะหมอบอกว่าเธอติดเชื่อ HIV ............... และแผลที่หน้าผากที่เพิ่งได้มาใหม่นั้นเพราะคืนวันพฤหัสบดี เธอตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วดิ้นจนตกเตียง...........

   แล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็อาจเป็นไปได้ มันฟังดูเหมือนผมบ้าหรือเปล่าที่ยังอยากให้เธอเสียสติ แบบนี้ต่อไปดีกว่าให้เธอกลับมาจำทุกอย่างได้....... พอหันกลับไป ผมก็เห็นแฟนผมกอดกันร้องไห้ กับเรื่องที่ได้ยิน

   เรื่องอาจกับใคร ๆ ก็ได้ เพราะคนร้ายในคดีนี้ก็อาจจำไม่ได้เพราะ ใครล่ะครับ จะเป็นผุ้เสียหายไปชี้ตัวคนร้าย........ ใครล่ะครับจะให้การเรื่องนี้ได้........

ข่มขืน

posted on 22 Apr 2008 18:48 by bodyfit

   เรื่องนี้อาจไม่สนุก สวยงาม นักหรอก แต่ผมจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ หนึ่งสัปดาห์ผ่านมาแล้วที่แถวบ้านผมเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น ที่บ้านหลังนี้พ่อบ้านผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเพิ่งจากไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อไม่นานมานี้ ปลายเดือนนี้ก็ครบกำหนด 100 วันแล้ว  สองแม่ลูก วัยสามสิบปลาย กับสิบสี่สิบห้า ก็กำลังอยู่ในช่วงทำใจ แต่แล้วเหตุร้ายที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นสงกรานต์ที่ผ่านมา เธอออกไปรับแม่กลับบ้านช่วงกลางดึกเหมือนทุกคืน แต่ขากลับวันนั้นทั้งสองโดน ข่มขืน(จะให้ถูกต้องเรียกรุมโทรมสินะ) คนเป็นแม่ โดนฆ่า ลูกสาวรอดอาการสาหัส ผมเพิ่งไปเยี่ยมเธอมามะวานนี้ ผมว่าอย่างน้อย สวรรค์ก็ยังไม่ใจร้ายกับเธอเกินไป เพราะเธอ เสียสติ ไปแล้วครับ ถ้าเธอจำได้มันคงแย่มาก ไม่รุ้ว่าจิตส่วนลึกเธอยังทำงานหรือเปล่า แต่ถ้ามันยังทำงานอยู่ มันคงโหยหาความตาย มากกว่าลมหายใจในตอนนี้

   ผมมาดูทีวีข่าวเมือกลางวันก็มีเหตุข่มขืนบนรถทัวร์สายทางอีสานสายหนึ่ง  และเมื่อครู่นี้ ผู้ประกาศหญิง ได้ประกาศรายชื่อละครและรายการที่จะฉายต่อไป แต่ที่มันสะดุดหูผมก็เพราะ เธอประกาศรายชื่อละครเรื่องหนึ่งพร้อมพูดถึง ตัวละครชายวันนี้จะเมาและข่มขืนนางเอก

   นั้นละครหลังข่าวนะครับ เด็ก ๆ ยังนั้งดุอยู่กับพ่อแม่นะครับ ผมย้อนไปนึกถึงละครทุกเรื่อง ก็จะเห็นว่าเรื่องข่มขืนจะมีแซกอยู่ในทุกเรื่องเลยก็ว่าได้ .... หรือการข่มขืนได้รับการยอมรับในวงกว้างซะแล้ว และเมื่อไม่นานมานี้ หลายท่านคงได้ยินข่าว อดีตนักการเมืองหญิง บางคนออกมา กระวีกระวาด เรื่องที่ละครเรื่องหนึ่งด่ากันว่า "หน้าตัวเมีย"  แต่เรื่องข่มขืนล่ะครับ ทำไมเธอมองข้ามมันไปได้ง่ายดายขนาดนั้น

   มาดูกฏหมาย หรือ ผลที่คนก่อเหตุได้รับ ผมว่ามันเบามากเลย กฏหมายก็เบาก็ไม่ได้ว่าอะไรไว้มาก  การบังคับใช้ก็ดูจะไม่จริงจังอะไร  ดู ๆ ไปแล้ว ถ้าผู้ชายไทยไม่ข่มขืน ก็ดูเหมือนจะเป็นการไม่ตอบสนองนโยบายของภาครัฐนะครับ

องค์ลง ?!

posted on 17 Mar 2008 09:29 by bodyfit

    ผ่านมาแล้วกับวันเหงา ๆ อีกหนึ่งสัปดาห์ ยังดีหน่อยที่วันพฤหัสที่ผ่านมายังเป็นวันนัดพบของ กลุ่มงานของผม พวกเราก็กินข้าว  เหล้า  กับแกล้ม  กันตามเคย และก็เหมือนทุกครั้ง เปี้ยก เจ้าของฉายา "วัตถุเมาไว" ก็ไม่ทำเสียชื่อมันเลย คนอื่นยังนิ่ง มันกลับเมาปลิ้น อ้อแอ้อยู่คนเดียว  และทุกครั้งอีกเช่นกัน ถ้าเปี้ยกเมา เปี้ยกจะมีองค์ลงประทับ ทุกคนลงความเห็นกันว่าน่าจะเป็น วิญญาณ อลิสโตเติ้ล(นักปรัชญา)  แล้วก็ทำให้วงของเราได้ขำไปกับเรื่องเครียด ๆ ของมัน

   เปี้ยก : "เห้ย !.... พวกมึง ..... พวกมึงว่า  เศรษฐกิจพอเพียง  เนี่ยเป็นไงวะ"  เวรแล้วไง ทำไมชวนพูดเรื่องแบบนี้วะ
   โอบ : "ก็ดีน่ะสิ ถามได้  กูก็ชอบ  แล้วก็ทำตามอยู่ด้วย"
   เปี๊ยก : "ถุ๊ย..... ไอ้การแดกเหล้าของพวกเราเนี่ย ก็พอเพียง งั้นเหรอ ไอ้โอบ"
   โอบ : "เออ.... สิวะ   ก็กูแดกเหล้ามื้อนี้เสร็จ ตังค์กูก็เหลือ  เงินกูก็ยังเพียงพอ สำหรับใช้จ่าย  กูก็ว่ามันเพียงพอสิวะ  ก็ลองแดกแล้วถังแตกสิ กูก็ว่ามันไม่พอเพียง  เพราะมันทำให้ก็ไม่เพียงพอ"
   เปี๊ยก : "แต่กูไม่ชอบ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่พวกทางราชการนำเสนอเลยว่ะ
   กร : "อ้าว !..... จะได้ติดคุกหัวโตกันทั้งหมดก็คราวนี้ล่ะ เลิกพูดเรื่องนี้กันได้แล้ว"
   เปี้ยก : "พี่กร.... ผมไม่ได้ไปหมิ่น พ่อหลวงนะพี่  ผมน่ะรัก เคารพพระองค์ท่านที่สุด  แต่ผมกำลังพูดถึงพวก ทางการที่มันกำลัง ประชาสัมพันธุ์ เศรษฐกิจพอเพียง  ของพ่อหลวงของเราให้กลายเป็น ทฤษฏีตำข้าวสารกรอกหม้อ  น่ะสิพี่"  เออ... แหะ ... ดูจะจริงอย่างมันพูด
   ผมเอง : "งั้นมึงพูดมาเลยไอ้ เปี้ยก อะไรทำให้มันคิดอย่างนั้น"
   เปี้ยก : "ก็พี่ดูสิ มะเดือนก่อนผมยืมหนังสือ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่ชั้นหนังสือของพี่ไปอ่านไงพี่(มันหยิบไปตอนเมาแน่เลย ผมเองก็เพิ่งรู้เนี่ยแหละว่ามันเอาไป ยังมีหน้ามาว่ายืมอีก)  ผมก็เพิ่งรู้ว่า ทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง น่ะจริง ๆ เป็น ทฤษฏีการพัฒนาแบบลดความเสี่ยง นะพี่(ถ้าไม่เมามันคงพูดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ไม่ได้) พระองค์สอนให้เรา รักการพัฒนา สอนให้เราน่ะ ก้าวไปสู่ฐานะที่ดีขึ้น รวยขึ้น มั่นคงขึ้น  ก้าวไปสู้สิ่งทีเราฝัน  ไปหาของหรือเป้าหมายที่เราอยากได้อยู่ตลอดเวลา แต่ต้องไปอย่างปลอยภัย และมั่นคงครับพี่"
   กร : "เออ.... ใคร ๆ ก็รู้โวัย ไอ้บ้า.... มึงน่ะอ่านคนสุดท้ายมึงรู้ตัวหรือเปล่า"
   เปี้ยก : "ก็ใช่พี่ แต่ผมมาเห็นโฆษณาที่พวกทางการออกมาทุกวันนี้สิครับพี่  ดูแล้วยังไงมันก็ไม่ใช่แบบที่พ่อหลวงสอนเลย  มันดูแล้วเหมือนจะชักจูงให้เราไม่อยาก  ไม่ผัน  ไม่หา  ไม่ทำห่าไรเลย  แค่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวัน ๆ   สุขแบบจำยอมตามสภาพไปเรื่อย ๆ   แล้วถ้าแบบนี้ ประเทศจะไม่พินาจกันหรือพี่ !"
  

    ทุกคนอึ้งไปกับ การองค์ลง ครั้งนี้ของเปี้ยก แต่มันก็ทำให้ผมเริ่มคิดตามมัน  ผมเองอ่านหนังสือที่พ่อหลวงได้สอนเรื่อง ทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง  มาพอควร แต่ผมไม่ค่อยอ่านที่คนอื่นเอามาเขียนต่อมากนัก ผมเองก็ยึดหลักของพระองค์ท่านในการพัฒนาธุรกิจของผม ซึ่งก็ได้ผล แต่ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องพี่ เปี้ยกพูดเลย  สองสามวันมานี้ ผมจึงเริ่มเปิดทีวีดู เห็นโฆษณา และรายต่าง ๆ ที่ทางการจัดทำขึ้นไปหลายอัน   แล้วผมก็เห็นในสิ่งที่เปี้ยกพูดจริง ๆ ............. เห้อ !............... เห็นแล้วก็......

  

ผมกับเดินเล่นจนเหนื่อย ถึงส่วนอาหารก็พักให้เหนื่อย น้ำมะนาวเย็น ๆ มะหมี่แค่น้ำ(นิดเดียว) ทุกอย่างดีมาก โต๊ะข้าง ๆ มานั้งเป็นชาย และ หญิงคู่หนึ่ง ใช่จะสอดรู้  แต่เสียงที่น่ะมันดังมากพอที่ฟังได้โดยไม่ตั้งใจ ผมขอใช้นามสมมติ ของเขาทั้งนะครับ

"เป็นไร ก้อย ใจเย็น ๆ นะ เป็นไงมาไงถึง เป็นแบบนี้ได้ อย่าร้องไห้นักสิ ฉันอายเค้านะ เดี่ยวเค้าหาว่าฉันทำอะไรแกหรอก"

"ก็ผู้ชายอย่างพวกแกนั่นแหละทำให้ฉันเป็นแบบนี้"

"บ๊ะ! .....อีชะนี ขี้ตู่นี่ ยังไงมาว่าพวกฉันแบบนี้พวกฉันไปทำอะไรแกวะ"

ฟังน้ำเสียง ผมว่า ไอ้ผู้ชายข้างหลังผมนี่ มันดูสะดีดสะดิ้งเกินชายไปหน่อยแล้วล่ะ

"ทำไมผู้ชายต้องหาเฉพาะ  ผู้หญิงบริสุทธิ์ เท่านั้นหรือไง" อ้อ... ปัญหาคลาสสิกนี่เอง

"อ้อ แฟนแกมัน ไม่พอใจที่แก ไปแรดร่าน ใจง่าย มั่วกาม มาก่อนหน้าที่จะมาอยู่กับเค้าว่างั้นเหอะ"

"อีต้อม .. !..... มึงเพื่อนกูหรือเปล่าเนี่ย ทำไมมึงว่ากูแบบนี้"

"ก้อย ....... ตกลงแกมาหาฉันเนี่ย แกมาหาคนเข้าข้าง   หรือมาหาคนเข้าใจล่ะ"

"ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ ฉันนึกว่าแกจะเข้าใจฉันนะ"

"ทำไมคิดว่าฉันต้องเข้าใจแกด้วย"

"ก็แกเป็นผู้ชายด้วย แล้วก็มีผัวเหมือนฉันด้วยน่ะสิ"   นั่นไง ! .... ว่าแล้วเชียว มันแปลก ๆ แต่แรกแล้ว

"เบา ๆ สิ....อีบ้า !  ถ้าลูกน้องฉันมาได้ยินเข้าความฉันก็แตกกันหมด"

"ก่อนหน้านี้ฉันก็คิดว่าเค้าจะรักฉันนะ ฉันถึงได้มีอะไรกัน แต่แล้วเป็นไงล่ะ พอได้มันก็ไป ไอ้พวกผู้ชายระยำ"

"มันก็ใช่ที่มันทิ้งแก  แต่ของของแกมันก็อยู่ที่ตัวแกนะ  ฉันว่าคนที่แกคบ ๆ มา มันก็ไม่ได้เอามีดเอาปืนจี้ไม่ใช่เหรอ  แกก็ให้เขาเองนี่  แล้วทำไปโทษเค้าฝ่ายเดียว"

"ก็แล้วทำไมมันต้อง หาคนบริสิทธิ์ด้วยล่ะ ในเมื่อพวกมันก็ชอบเปิดซิงแล้วทิ้ง"

"ฉันก็ย้ำถามแกเองนั่นแหละว่า ใครล่ะที่ให้มัน"

"ใช่ ๆ .. ฉันรู้ฉันนี่แหละ แต่มันได้แล้วก็ทิ้งนี่นา แกก็เห็นพวกมันชอบเป็นแบบนี้"

"แล้วรู้ทั้งรู้ว่า  ถ้าเสียแล้วก็อาจโดนทิ้ง แกก็ยังให้ แบบนี้เค้าเรียกว่า รู้ทั้งรู้ยังทำไม่ใช่เหรอ"

"อีต้อม .... ฉันผิดหวังจริง ๆ ที่มาพูดเรื่องนี้กะแก  สุดท้ายแกมันก็ยังไม่ทิ้งสันดาลผุ้ชาย"

"เห้อ.... ฉันก็เห็นพวก ชะนีขี้ตู่ อย่างแกมาเยอะนะก้อย.....  พวกลูกน้องที่แผนกกันก็เจอปัญหานี้กันเยอะ เสียแล้วมาโทษสังคม โทษคนรอบข้าง  โดยเฉพาะโทษคนที่ตัวเองคบในปัจจุบัน  ก่อนนี้ใครมันกินไข่แดงแล้วทิ้ง ทำไมไม่ไปทวงความเป็นธรรมกับมันวะ  ทำไมมาเลือกโทษอะไรตอนนี้  ถ้าเค้ารับแกไม่ได้  แกไม่คิดหาคนที่เขารับได้หรือไง  แล้วทุกคนที่มาร้องไห้ให้ฉันเห็น  ก็เพราะไปโกหกเขาก่อนทั้งนั้นแหละ พอเขารู้ก็เป็นเรื่องทุกที"

"ก็ฉันกลัวเค้ารู้แล้วจะทิ้งฉันไปอีกนี่นา"

"แล้วมันเป็นธรรมมั้ยล่ะแบบนี้น่ะ  ที่จะแกจะว่าเขาลับหลังแบบนี้  ฉันว่าเค้าก็เจ็บนะ  ที่คนที่เค้าไว้ใจ  ตั้งหน้าตั้งตาหลอกเค้ามาตลอดอย่างนี้น่ะ  แกไปคุยกับเค้าหรือยังล่ะ"

"ไม่... ฉันไม่คุยหรอก ฉันก็มีศักดิ์ศรีนะ"

"แกไปโกหกเค้าว่าไงล่ะ แล้วเค้ารู้ได้ไง"

"ฉันก็บอกฉันบริสุทธิ์น่ะสิ  ฉันไปมีอะไรกับมันตอนเป็น เมนเพิ่งหายใหม่ มันก็คงคิดว่าใช่ล่ะมั้ง" โอ... มีวิธีเนียน ๆ แบบนี้ด้วยแหะ

"แกผิดตั้งแต่แรกแล้ว  เอ้าแล้วมันรู้ได้ไงล่ะ"

"ก็เพื่อนมัน ฉันก็เพิ่งรู้ว่าเพื่อนมันน่ะ เป็นแฟนเก่าฉันเอง"

"แดงเลยสิงานนี้"

"อือ... แต่ฉันเจ็บใจมาก ๆ สุดท้ายมันเลือกเพื่อนมันไม่เลือกฉัน ทำไมวะ เพราะฉันไม่บริสุทธิ์"

"แกลองมองตัวแกตอนนี้สิ   แกกำลังคุยอยู่กับใคร"

"แกน่ะสิ ถามแบบนี้ได้ไงว่ะ"

"ใช่ฉัน  ..... ฉันที่เป็นเพื่อนแก  เห็นมั๊ยพอมีปัญหา  แกก็เลือกเพื่อนเหมือนกับที่เขาเลือกนั่นแหละ"

ผู้หญิงคนนั้นถึงเงียบไป...เพราะประโยคนี้  ผมเองก็อึ้งกับวาทะ กะเทยชายนายนี้เหมือนกัน

"สุดท้ายฉันก็ต้องเริ่มต้นใหม่เหรอ  ฉันอายุเยอะแล้วนะ  ฉันอยากมีครอบครัว"

"ถ้าแกเริ่มมองคนที่แกจะโกหกใหม่  ก็เท่ากับแกเริ่มมองหาจุดจบแบบนี้อีกครั้งนะ ถ้าจะเริ่มใหม่ก็คิดให้ดีนะก้อย"

"ฉันต้องแต่งกับมันให้เร็วที่สุด ถึงตอนนั้นมันรู้ก็รู้ไป"

"ความรักคือความผูกพันธ์ นะก้อย  ไม่ใช่การผูกมัด ......   ถ้าเค้าเป็นผู้ชายแท้ ๆ เค้าไม่เอาชีวิตมาแลกกับกระดาษแผ่นเดียวหรอก"

"โห...... " สาวคนนั้นก้มลมกับโต๊ะแล้วปล่อยโห ใหญ่ออกมาจนคนหันมามอง 

ผมคิดว่าฟังแค่นี้ ถือว่าแส่เขามากพอแล้ว ผมเลยเลือกเดินออกมาตรงนั้น แฟนผมเขาก็ไปซื้อของกันเสร็จกันพอดี ผมมองพวกเธอยิ้มแย้มกันแล้วก็นึกในใจว่า "คนเราเนี่ย กับความรักทำไมต้องปั้นแต่งมันนักหนานะ"

เป็นธรรม ?

posted on 30 Jan 2008 16:25 by bodyfit

"เห้ย !.... ทำไมสังคมแม่งไม่เท่าเทียมเลยวะ" (ความสงบช่างหายากจริง ๆ )

"อะไรอีกเนี่ย ไปอารมณ์เสียที่ใหนมา"

 "ก็แม่ง ทำไมคนรวยแม่งรวยเอา ๆ วะ"

"ก็เค้าขยันนี่นา"

"กูไม่ขยันหรือไง ก็ทำงานหนัก OT ทุกวัน"

"แล้วเงินเดือนมึงล่ะ ?"

"8,900 .... ไม่ได้เยอะเหมือนมึงหรอก ทำไมวะ"

"แล้วมึงคิดว่ามีเงินเท่าใหร่ถึงรวยวะ ?"

"หลาย ๆ ล้านสิวะ"

"ก็ดี มึงก็ทำงานไปอีก 200 กว่าปี ก็รวยแล้ว"

"ค...ยเหอะ !   อายุกูจะยืนยาวงั้นหรือไง"

"งั้นมึงก็เปลี่ยนวิธีหาเงิน"

"ให้ทำห่าไรล่ะ ก็กูทำเป็นอยุ่แค่นี้นี่หว่า"

"งั้นมึงก็ดวงสมพงษ์กับความจนแล้วล่ะ"

"เออ .... จนก็ได้วะ  ประเทศนี้แม่งคนรวยทำอะไรก็สบายไปหมด เสียภาษีเหมือนกัน แต่ได้ไม่เท่ากัน"

"เหรอ ?.... มึงเสียภาษีเท่าใหร่วะ"

"..... ไม่กี่ร้อยว่ะ  ทำไม"

"ซื้อหินได้กี่คิววะ ?....... แล้วมึงเคยสงสัยมั้ยว่า ถนนทั่วประเทศมาจากใหน"

"ก็มาจากเงินภาษีของทุกคนรวมกันน่ะสิ"

"เออ รู้ก็ดี"

"มึงคิดว่าคนรวยเสียภาษีเยอะมั้ยว่ะ"

"ก็แม่งมีเยอะก็ต้องจ่ายเยอะสิวะ !"

"เออ ..... ก็ใช่นะ............... เห้ย !  นั่นรถขนมมาว่ะ กินมั้ย ?"

"กินดิ ... "

"งั้นเอาเงินมา ออกตังค์กัน"

"เอ้า .... กูออก 20 บาท"

.... แล้วผมก็เดินไปซื้อขนม แล้วกลับมาพร้อมขนมหนึ่งชิ้น

"เอ้า.!... ทำไมมึงซื้อมาชินเดียววะ"

 "ก็กูมี 5 บาทเองนี่หว่า ขิ้นนี้ก็ 25 บาท เลยได้มาชิ้นเดียว"

"แล้วจะกินไงล่ะทีนี้"

"ง่าย ๆ ก็แบ่งกันไง"

"แล้วแบ่งไงล่ะเนี่ย ออกไม่เท่ากันน่ะ ?" มันเริ่มส่งสัย

"ก็แบ่งเท่า ๆ กันไง ง่ายจะตายไป"

"ค..ยเหอะ !  ...กูออกเยอะกว่ามึงนะ"

"เออ..... ก็นั่นสิ  แล้วทำไมมึงถึงอยากได้อะไร ๆ เท่าคนรวยล่ะ"

"เออว่ะ ... !"

edit @ 31 Jan 2008 00:29:33 by หุ่นดีกันเถอะ

โง่ / ฉลาด ..... ?

posted on 14 Jan 2008 17:46 by bodyfit

"นี่แก ! ....... ทำไมพวกผู้ชายมันเลือกผู้หญิงที่หน้าตากันแค่นั้นเหรอ มีไอ้ผู้ชายคนใหนที่มองที่ความดี หรือจิตใจกันบ้างมั้ย ?"  **ไม่รู้มันไปอารมณ์เสียมาจากใหนของมัน อยู่ดี ๆ ก็มชวนคุยเรื่องนี้

 

 "แล้วจะให้ทำไงวะ ....... แกเห็นไอ้ผู้ชาย 3 คนที่เดินคุยกันมานั่นมั้ย ?"

 

"เห็นสิ ...... ทำไม ? ....... ตาฉันไม่ได้บอดนะ"

 

"เออรู้........  แล้วแกรู้มั้ยวะ ว่าทำไอ้ 3 คนนั้นมันคิดอะไรอยู่ "

 

"แกบ้ารึเปล่า ฉันจะไปรู้ความคิดมันได้ยังไง"

 

"นั้นสิ แล้วแกบ้าหรือเปล่าที่จะให้พวกผู้ชายอย่างพวกเราเนี่ย ไปเลือกผู้หญิงจากความคิดหรือความฉลาดน่ะ  คนเราอยู่ด้วยกันมาเป็นปี ยังไม่รู้ใจ  แล้วจะให้ผู้ชายสนใจอะไรวะ ถ้าไม่ใช่ความ สวย"

 

"แล้วพวกแกก็เลยไปเลือกพวกสวยแต่โง่อย่างนั้นสิ !" *** อีนี้มันเริ่มใส่อารมณ์มาขึ้นเรื่อย ๆ

 

"ใครกำหนดว่าคนสวยต้องโง่วะ  เราว่าพวกคนสวยน่ะ ฉลาด เขารู้จักใช่ทรัพย์กรติดตัวให้เป็นประโยชน์"

 

 "เอาตัวเข้าแลกเนี่ยนะ ?!" ** มันเริ่มลุกไลผมมากขึ้น

 

"คนสวยไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าแลกหรอก  จริง ๆ พวกผู้ชายอย่างพวกเรา ยินดีเอาทุกอย่างแลกกับความสวยของเธออยู่แล้ว หรือแกว่าไง"

 

"โง่พอกันทั้งผู้ชายผู้หญิงน่ะสิ"

 

"แล้วไงล่ะ พวกเราใช้ชีวิตเพื่อแสวงหาความสุขไปจนหมดลมหายใจก็พอแล้ว"

 

"ฮี ! ...... ฉันถามหน่อย ถ้าพวกสวย ๆ นั่นมันโง่จนเรียนอะไร ก็ไม่จบ ไม่มีหน้าที่การงาน แกยังจะเอามันมั้ย"

 

"เอา ...."

 

"โง่ ..... อย่างนั้นแล้วแกยังจะเอามันอีกเหรอ"

 

"เอาสิวะ  ก็เราไม่เคยคิดจะเกาะเมียกินนี่หว่า  ไม่ต้องทำอะไรเราก็หาเลี้ยงได้  ขอให้ช่วยเราสร้างครอบครัวที่มีความสุขก็พอ  แล้วไอ้ความสุขนี่มันก็ไม่ได้วัดกันที่วุฒิบัตรนี่หว่า"

 

 "ฉันไม่คุยกะแกแล้ว แกลองคิดดูสิ ว่าถ้านังพวกนี้ มันไม่สวย ไม่หุ่นดี  ไม่ผิวขาว ไม่เสียงหวาน  ไม่พูดเพราะ  ไม่ขี้อ้อน    ไม่อ่อนหวาน  มันจะเหลืออะไรวะ"  ***มันถามแบบนี้ใส่อารมณ์ขึ้นเสียงจนคนรอบข้างเริ่มหันมามอง

 

"ก็เหลือเท่าแกไง"  **แต่ผมก็ยังตอบด้วยน้ำเสียงเรียบดังเดิม

 *** ทันใดนั้น หน้าดำ ๆ ของมันก็เปลี่ยนเป็นแดงได้อย่างไม่น่าเชื่อ แล้วก็ลุกขึ้น พร้อมเดินพาร่างอ้วนดำ คล้ำกระบือ จากไปอย่างรวดเร็ว ***

ความเก๋า... มันต่างกน

posted on 18 Dec 2007 00:10 by bodyfit

.....ค้างคาวผู้เฒ่ากับค้างคาวหนุ่มสองตัวอยู่ในถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง ละแวกนั้นมีการแย่งชิงถ้ำเพื่อเป็นที่อยู่กันอย่างแรง ดังนั้นพวกมันจึงตกลงกันว่าจะผลัดกันออกไปหากินที่ละตัว ตัวละ 3 ชั่วโมง อีก 2 ตัวจะได้อยู่เฝ้าถ้ำ ค่ำวันหนึ่งค้างคาวหนุ่มตัวที่หนึ่งบินออกไปหากินก่อน แต่มันไปเกินเวลาที่กำหนดไว้ร่วมชั่วโมงกว่าจะกลับ พร้อมกับที่ปากแล้วไม่มีรอยเลือดติดมาเลยคาดว่าคงกินผลไม้มา
......แล้วค้างคาวหนุ่มตัวที่สองก็ออกไป มันออกไปนานเกินกำหนดถึง 2 ชั่วโมงกว่าจะกลับ แต่ก็เหมือนตัวที่หนึ่งมันหาเลือดกินไม่ได้เลย ค้างคาวเฒ่ารออยู่ตั้งนานจึงพูดต่อว่า

ค้างคาวเฒ่า : "ไปยังไงวะ กูรอตั้งนาน หิวจนตาลายไปหมดแล้ว" พูดจบมันบินออกไปทันทีด้วยความโมโห

ผ่านไป 5 นาที ค้างคาวเฒ่ากลับมา เกาะอยู่ข้าง ๆ ค้างคาวหนุ่มทั้งสอง ค้างคาวเฒ่าเอามือเช็ดเลือดสด ๆ ที่ปาก ท่าทางคงจะอร่อยน่าดู

ค้างคาวหนุ่มทั้ง 2 ตัว สงสัยยิ่งนักว่าผู้เฒ่าไปหาเลือดสด ๆ ใกล้ ๆ ได้จากไหน

ค้างคาวหนุ่มตัวที่ 1: " ผู้เฒ่าไปหาเลือดยังไง ถึงได้กินเร็วขนาดนี้ ?!"
ค้างคาวเฒ่า : " พวกแกเห็นตันไม้ใหญ่หน้าถ้ำไหมวะ ?" ค้างคาวเฒ่าย้อนถาม
ค้างคาวหนุ่มตัวที่ 1: "เห็น"
ค้างคาวหนุ่มตัวที่ 2: "เห็น"

 

ค้างคาวเฒ่า : " เออ...!.... กูไม่เห็น !!"

_________________

เอามาจาก web เว็บฟุตบอลเว็บหนึ่ง

edit @ 18 Dec 2007 10:46:45 by หุ่นดีกันเถอะ

เออว่ะ...... (-_-)

posted on 13 Dec 2007 23:47 by bodyfit

เคยเจออะไรที่ต้องทำให้เราพูดว่า  "เออว่ะ......"  หรือไม่ก็ "อืม.........."  หรือไม่ก็ "นั้นสิ......."  กันบ้างม้้ยครับ  คราวนี้ผมขอรวมเอาเรื่องที่ทำให้ผมต้อง "เออว่ะ ..... " มาเล่าสู่ฟังนะครับ

1. วันหนึ่งผมนั้งดูรายการทีวี แล้วเปิดไปมาเจอ พระรูปหนึ่งท่านถามนักเรียนกลุ่มหนึ่งว่า "พวกนักเรียนทั้งหลาย พวกเธอคิดว่า ถ้าวันพระอาทิตย์ ไม่ได้ขึ้นทางทิศตะวันออก อะไรจะเกิดขึ้น ?"  พวกเด็กต่างหาคำตอบกันมากมายก่ายกองมาตอบพระรูปนี้ ผ่านไปได้ซักพักท่านก็ตอบกลับว่า "อัตมาก็ไม่แน่ใจนะว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่ที่แน่ ๆ คนจะเปลี่ยนมาเรียก ไอ้ทิศที่พระอาทิตย์ขึ้นว่า ทิศตะวันออก  แล้วมันจะไปตกทางใหน ไม่มีใครสนใจหรอก แต่เขาก็จะไปเรียกมันว่า ทิศตะวันตก" ...... เออว่ะ .... นั่นสิ

2. ผมดูรายการเจาะใจ (วันใหนไม่รู้ ... จำไม่ได้แล้ว)  เขาเชิญ องคมนตรี ที่เป็นคนทำงานอยู่กับในหลวง เขาพูดว่าเขาทำงานทุกวันเลย ไม่มีเสาร์-อาทิตย์ พิธีกรก็ดูท่าจะฉงนมากที่ทำงานกันไม่มีวันหยุด แล้วแขกรับเชิญก็พูดว่า "จริง ๆ วันทุกวันก็พระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็ตก  เหมือนกันทุกวัน เราไปตั้งชื่อให้มันเองนั้นแหละ ฉนั้นวันใหน ๆ ก็ทำไปเหอะ ถ้าอยากทำ" ....... เออว่ะ ....

3. ครั้งหนึ่งผมเข้าร่วมโครงการ อะไรหน้อ..... จำไม่ค่อยได้แล้วครับ แต่เป็นโครงการที่ นักเรียน ตั้งแต่ ป.4 ไปถึง คนทำงานอายุ 40 ให้ทำงานด้วยกัน อยู่กลุ่มอบรมด้วยกัน  วันที่สองของการอบรม อาจารย์ผู้ให้การอบรมตั้งโจทย์ว่า ถ้าหากเรารู้ล่วงหน้า 7 วันว่าน้ำป่าจะมา ผ่านบ้านเรา จะทำยังไง ? ให้เวลา 3 นาที เขียนวิธีแก้ไขปัญหาของคุณมา จากนั้น อาจารย์ก็ให้เรียกสุ่มตัวอย่างออกไปตอบ 
....คนแรก : คนนี้อายุมากสุดราว ๆ 40 ได้แล้ว เป็นอาจารย์ จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ด้วยจรรยาบรรณในการเผยแผร่ผมจึงไม่สามารถบอกในที่นี้ได้ว่าท่านมาจาก ม.ปั๊กกะเป้า  ท่านตอบประมาณว่า "ผมจะทำแนวกัน และขุดลอก เพื่อเปลี่ยนทิศทางน้ำซะ"
....คนที่สอง : เด็กป. 4 คนหนึ่ง ขึ้นมาตอบว่า "หนูจะย้ายบ้านค่ะ" ....... เออว่ะ.....

4. ผมว่าหลายคนคงเคยได้ยินเพลงของวง "ควายระบาย" เพลงหนึ่งที่มีเนื้อทำนองว่า "หลวงพ่อ ใช้เณรต้มน้ำ แต่พอต้มมาแล้ว จะฉันก็ต้องมาเป่าอีกให้วุ่นวาย ไม่รู้จะให้ต้มไปทำไมถ้าอยากฉันเย็น ๆ"   แถ้วบ้านผมมีพ่อค้าคนหนึ่งแกเป็นแฟนคลับตัวจริงของวงนี้อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเรื่องแต่งตัว หรือคำพูดคำจา หรือทัศนะคติในการใช้ชีวิตแก ดูยังไงก็เหมือนแม่เหล็กดูดส้นเท้าดี ๆ นี่เอง  แกมักจะเอาเรื่องในเนื้อเพลงนี้ไปไปแซวทุกคนที่ออกมาจาก 7-11 พร้อมแก้วกาแฟ หรือเครื่องดื่มร้อน ๆ แล้วก็เป่าแก้วเครื่องดื่มของตนเอง วันหนึ่ง ผมเดินไปซื้อของที่ 7-11 มีเด็กคนหนึ่งเดินนำหน้าผมออกมาพร้อมแก้วไมโลร้อนในมือ แบบนี้ก็เข้าทาง ไอ้พี่แต๊ดควายระบาย ของผมสิครับ ว่าแล้วก็มันสอยเลย "ไอ้หนู ถ้าเอ็งอยากกินเย็น จะไปต้มให้มันลำบากทำไมวะ ?"  ไอ้เด็กมันก็ซื่อครับ ตอบไปว่า "ก็ไมโลมันไม่ละลายในน้ำเย็นนี่ครับน้า" ..... เออว่ะ ...... คนแถวนั้น ถึงกับปล่อยก๊ากกับแบบไม่เกรงใจ ไอ้พี่แต๊ดฯ แกเลยครับ ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่แกแซวใครเรื่องนี้อีกเลย

 

 

ใครมีเรื่อง  เออว่ะ..... ก็เอามาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

edit @ 15 Dec 2007 17:17:42 by หุ่นดีกันเถอะ

 มีคนเมลล์มาบอกให้ผมเอาส่งเรื่องนี้ให้ ..... ดูท่าจะเอาไปเขียนนิยายกันมั้ง  ให้หลายคนบอกอยากอ่านอีก เลยเอาขึ้นมาอีกครั้ง ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม  เริ่มเลยแล้วกัน

 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เพราะเรื่องของคุณ นาฬิกาทราย ที่ทำให้ผมนั้งอมยิ้มอยู่ได้เป็นวัน ๆ แล้วหวนคิดไปถึงเรื่องราวแบบ "แฟนฉัน" ของผม ผมมั่นใจว่าทุกคนต้องเคยมีคนที่เราแอบชอบในตอนที่เราเป็นเด็ก ผมเองก็มีครับ เธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ น่ารัก(อย่างน้อยก็สำหรับผม) อารมณ์ดี พูดเก่ง แต่ผมไม่กล้าเข้าใกล้เธอมากหรอก เพราะกลัวเพื่อนล้อ ผมมันหัวใจไวไฟนี่ครับทำไงได้ ดันไปแอบชอบเขาตั้งแต่ ป.2 ยัน ป.6

แต่ก่อนเรียนจบป. 6 ได้ไม่กี่เดือน เรื่องนี้ช็อคเพื่อนผมคนนี้มาก(ผมเองก็ช็อคไปด้วย) คือ อาจารย์เรียกเธอไปคุยด้วย ครูบอกว่าพ่อแม่เธอไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง และตอนนั้นแม่ของเธอกำลังตั้งท้อง และครูบอกว่าถ้าไม่มีข้อมูลเรื่องพ่อแม่ ตอนเช้าเรียน ม.ต้น อาจมีปัญหาได้...... . . . . . เธอดูนิ้ง ๆ เงียบ ดูซึม ๆ ไปตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งจบ เราไม่ได้พบกันอีกเลย จนกระทั่งผมได้ไปดูงานการสอนที่โรงเรียนทีผมเคยเรียน ผมได้เป็นครูสอนน้องชายของเธอ น้องชายเธอบอกว่า เธอย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว และไม่รู้อะไรไปมากกว่านี้

และอีกครั้งเมื่อตอนเรียนในระดับอุดมศึกษา ช่วงหลัง ม.ตน ผมค่อนข้างเกเรเรื่องผู้หญิง และเคยไปสร้างปัญหาเรื่องผู้หญิงไว้หนักพอควร จนต้องทิ้งเวลา 1 ปี เปลียนจากการเรียนในสาย ปวส. ไปเรียนปริญญาตรี 4 ปีแทน โดยแบกทัณฐ์บนติดหลังไปด้วย พ่อผมสั่งห้ามยุ่งเกี่ยฟวกับเรื่องผู้หญิง หรือห้ามมีแฟนตลาดเวลาที่เรียน ถ้ามีปัญหาแม้เพียงเล็กน้อย ท่านจะเลิกส่งเรียนทันที แน่ล่ะครับผมต้องทำตาม พ่อผมคำใหนคำนั้น ผมกับพ่อเราสนิทกันและรู้ใจกันดี หนึ่งปีผ่านไป แอบทำผิดไม่ให้ใครรู้อยู่ดีนั้นแหละ แต่มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอปี 2 ผมมีรุ่นน้อง ผมมองเธอตั้งแต่วันแรก(จนวันนี้) เธอดูร่าเริง น่ารัก และฉลาด(อย่างน้อยก็สำหรับผม) แต่... ! ทัณฐ์บนที่ต้องแบกไว้นี่สิครับ

ผมตัดสินใจ ว่าจะจีบเธอ แต่ก็แค่นั้นเอง เพราะผลการตัดสินใจของผมคงไม่เห็นผลในทันทีเป็นแน่ ผมเริ่มหางาน หาวิธีสร้างรายได้ให้ตัวเอง ทำไมน่ะเหรอ ? เพราะถ้าผมจีบเธอผมต้องรับบทลงโทษจากพ่อ แน่นอนผมยินดีรับ หนึ่งปีผ่านไป ผมอยู่ปี 3 ผมแทบไม่ได้สร้างรายได้มากพอจะส่งตัวเองเรียน ผมก็ได้แต่ดูใคร ๆ มาจีบเธอ จนกระทั่งปี 4 ผมมีรายมากขึ้น แต่ !... คุณแม่ป่วย เงินก็ต้องส่งกลับ ผมปรึกษากับพ่อ ว่าผมส่งเงินกลับให้บ้างแล้วในตอนนี้ ปลดทัณฐ์บนผมได้มั้ย ..... คำตอบคือ ไม่ ! เพราะท่านกลัวว่าผมจะเจอปํญหานั้นอีก แต่ตอนนี้ท่านบอกว่า อย่าเรียกว่าห้ามเลย พ่อบอกว่าถือว่าพ่อขอร้องแล้วกัน ถ้าเกิดเรื่องอีกตอนนี้แม่ที่ป่วยอยู่คงแย่

ซึมไปเลยคร้บ ปัญหาเร้าเข้ามาทั้งเรียน งาน เงิน ปี 4 ทั้งเทอมแรก ผมคุยกับเธอ 1 ครั้ง จนกระทั่งก่อนที่ผมจะเรียนจบ เธอเข้ามาคุยกับผม มันทำให้หัวใจผมพองโต จนแทบมาอยู่นอกอก ผมมีนัดดูหนังกับเธอ วันที่ผมนัดเธอผมเหลือเงินติดมือเพียงเล็กน้อย เช้าวันที่นัดกับเธอผมต้องส่งงานลูกค้าเพื่อให้ได้เงินมาใช้ ผมรับเงินด้วยหัวใจพองโต นั้งรถข้ามจังหวัดรีบมาหาตามนัด แต่แล้ว !....... ผมมาสายในนัดครั้งแรก เธอโกรธผม แต่ผมก็ไม่รุ้จะอธิบายยังไง ผมได้แต่นิ่งและปล่อยไปดีกว่า เพราะผมเองรอดมาเห็นหน้าเธอวันนี้ก็ Ok แล้ว ถ้าจะบอกรถคันที่ผมขึ้นเกิดอุบัติเหตุ จนต้องหาทางเปลี่ยนรถมาหาเธอ ก็คงจะเท่านั้น หลังเหตุการนั้น อะไรต่อมิอะไรก็รุมเร้า ซะจนผมลืมบอกเธอว่า ผมแอบรักเธอมาตั้งแต่วันแรกแล้ว

....... แต่จะบอกวันนี้ก็คงไม่ทันแล้ว   มาถึงวันนี้ผมแค่อยากจะขอบคุณเธอว่า  ขอบคุณโชคชะตา ที่พาเธอมาให้ผมรัก จนทำใหผมกลายเป็นคนที่มีความพยายาม ทำทุกทางเพื่อให้เข้าถึงเธอ ผมยอมโดดสอบ เพื่อไปอบรมเรื่องการทำธุรกิจ บางครั้งก็เพื่อไปฟังงานสัมนาดี ๆ ที่น่าสนใจ ที่ผมทำก็เพื่อเธอ ผมไม่ทำตัวไร้สาระไปวัน ๆ ก็เพราะเธอ ความรู้ที่นอกเหนือตำราที่ผมใช้ทำมาหากินจนมีฐานะขึ้นมาได้จนวันนี้ ถึงผมจะเรียนรู้มาเอง แต่เธอต่างหากที่เป็นคนหยิบยื่นความกระตืนรือร้น ที่จะเรียนรู้ให้ผม

ขอบคุณจริง ๆ ...... พี่รัก....นะ

ขอบคุณครับ ....

edit @ 27 Nov 2007 10:00:16 by หุ่นดีกันเถอะ