จะเลือกตั้งกันวันมะรืนมะพรุ่งนี้แล้วนะครับ มีนโยบายตั้งมากมายออกมานำเสนอพวกเรากัน ความเปลี่ยนแปลงค่านิยมและทัศนทางการเมืองของคนไทยก็เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนค่อนข้างเยอะนะครับ จากเมื่อก่อนที่คนไทยเลือก สส. โดยไม่สนใจประเทศและเลือกไปคน ๆ นี้สนิทกับท้องถิ่นของตน กลายมาเป็นการเลือกใครก็ได้ที่อยู่ในแนวนโยบายหลักทางใดทางหนึ่ง ซึ่งประเทศใหญ่ก็มุ่งมองที่นโยบายกว่าข้อเสนอผลประโยชน์เฉพาะท้องถ่ินเช่นกัน และนี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด แต่จะเรียกว่าเป็น "พัฒนาการ" หรือไม่ก็คงต้องดูกันไปอีกซักพักนะครับ
 
วันนี้ขอพูดถึงสองข้อใหญ่ ๆ ที่มักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือดึงใจประชาชน กันอย่างหนักหน่วง ทั้งที่ประชาชนควรได้สิ่งนั้นอยู่แล้ว
 
เรียนฟรี ! : เรื่องนี้อาจไม่ควรจะเรียกเป็นนโยบายของพรรคใดได้เต็มที่นัก แต่ก็มีพรรคที่เสนอเพิ่มจำนวนปีขึ้นไปจากรัฐธรรมนูญ ก็นับว่าน่าสนใจนะครับ เพราะในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 49 ได้กำหนดไว้ว่าให้เรียนฟรี 12 ปี ... หากเรามองความจริงที่ปรากฏอยู่แม้การเรียนจะฟรี แต่ค่าใช้จ่ายเพื่อการเรียนก็ยังนับว่าสูงมากสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศของเรา วันหน้าไม่ว่าพรรใดจะได้ทำหน้าที่รัฐบาล จะต้องจัดสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้จริงและเกิดการลดต้นทุนทางการศึกษาต่อประชาชนอย่างแท้จริง
"มาตรา ๔๙ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้อง จัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลําบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง และการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่นการจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ"
 
รักษาพยาบาลฟรี ! : ไม่น้อยครั้งที่ผมได้ยินการบอกเล่า ประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากในพื้นที่ชนบท มีผู้คนพูดคุยกันถึงเรื่องรักษาพยาบาล ที่ว่าบางกลุ่มจะให้รักษาฟรีหรือบางกลุ่มให้การรักษาแบบจ่ายไม่กี่สิบบาท เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นนโยบายชูโรง ดูแล้วควรจะแจ้งด้วยว่านี้เป็นนโยบายเพิ่มสิทธิหรือผลประโยชน์จากที่รัฐมนูญกำหนด และเราซึ่งเป็นประชาชนควรต้องคอยตรวจสอบและกระตุ้นให้สิทธินั้นเกิดขึ้นจริงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
"มาตรา ๕๑ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมี ประสิทธิภาพ

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์"

การตรวจสอบผู้ทำหน้าที่รัฐบาล นั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำช่วยกันทั้งประเทศ ดังที่ทราบกันว่า "ประชาธิปไตย ไม่ได้จบที่การเลือกตั้ง" อันหมายถึง ประชาชนยังคงต้องมีส่วนรับรู้และส่วนร่วมในกระบวนทำงานของผู้ที่ทำหน้าที่แทนเราในสภา หลังจากที่ได้รับเลือกด้วยกระบวนประชาธิปไตย 
 
คำว่า "ประชาธิปไตย ไม่ได้จบที่การเลือกตั้ง" ไม่ได้หมายความว่า เมื่อประชาชนเลือกไปแล้ว คุณจะสามารถไปปฏิเสธการตัดสินของประชาชน ด้วยกระบวนการทางรัฐสภา
เริ่มกันเลยนะครับไม่ต้องเสียเวลากันมาก เพราะแฟน ๆ รอนานแล้ว
 
1 มหาลัยของรัฐ : โรงเรียนที่สร้างจากเงินของทุกคน แต่ให้แค่บางคนเรียน
 
2 มหาลัยเอกชน : โรงเรียนที่สร้างด้วยเงินของบางคน แต่เปิดให้ทุกคนเรียน 
 
3. ค่าของคน : ผมว่ามันอยู่ที่ว่าคุณเป็นคนของใครนะ
 
4. เท่าเทียม : เกิดจากการรวมของคำสองคำคือ "เท่า" + "เทียม" ... เท่า ก็แปลว่าเสมอกันไม่เกินไปกว่ากัน เทียม ก็แปลว่าปลอมหรือไม่แท้ รวมแล้วก็น่าจะแปลว่า เท่ากันแบบลวง ๆ ไปงั้น ๆ แหละ
 
5. สิทธิมนุษยชน : ปัจจุบันยังหาควายหมายแน่ชัดไม่ได้ เพราะต่างตีควายกันไปต่าง ๆ นานา

 
โปรติดตามควายหมายอีกมากมายในโอกาสต่อไป  

หายหน้าไป ปีกว่าเลยทีเดียวครับ ครั้งนั้นโดน ภาระกิจ 24 ชม. กระแทกทรวง เข้าให้ เลยต้องหายไปแบบฉับพลันต้องกราบขออภัยแทบเท้ามิตรรักแฟนเพลงของกัณฑ์ทุกท่านอย่างสุดซึ้งครับ

กลับมาอ่านกระทู้ที่ผ่านมาน้ำตาจะร่วง เพราะมีผ่านไปเกือบปียังมีเพื่อนกลับมาถามหา ..... ซึ้งสิครับท่าน 

 

โถ่... ไอ้โง่

posted on 24 Oct 2008 14:57 by bodyfit

   ผมมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ หลายภาษาหลายประเทศ ผมชอบคุยกับคนพวกนี้ เพราะพวกเขามักมีแนวคิดที่แตกต่างกับเราเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งนั่นอาจเพราะเราเริ่มสร้างวัฒนธรรมของพวกเราจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน มั้งครับ

    การคุยหลาย ๆ ครั้งทำให้ผมได้รู้ว่าพวกนี้มันโง่ ลองมาฟังคำถามที่ผมโดนเพื่อนต่างชาติถามบ่อย ๆ นะครับ เพราะเกือบทุกคนพอพูดถึงเรื่องแนวนี้ ก็มักจะถามเป็นเสียงเดียว ในแนว ๆ นี้

   1. ผู้บริหาร, สส. หรือ ผู้หลักผู้ใหญ่ทางการ ประเทศของนายทำอะไร ? : เนื่องมาจากมีช่วงฤดูฝนของทุกปี ประเทศไทยจะน้ำท้วม เราเลยเห็นข่าว ปลัดกระทรวงไปลุยน้ำ สส.ไปลุยน้ำ ผู้บริหารไปลุยน้ำ ..... พวกเพื่อนพวกนี้เลยมักถามว่า คนบริหาร บ้านเมืองนี้เขาไม่งานบริหารกันเหรอ เพราะเห็นพอพวกนี้ไปดูทีไร การช่วยเหลือก็ล่าช้าออกไปเพราะมัวแต่ต้องมาดูแล ต้อนรับ คนพวกนี้... ผมปรี๊ดเลย ... ของขึ้นเลย ...ทำไม.. มีปัญหาอะไร? ...  นั่นเค้าเรียกกว่าเข้าถึงปัญหา ประเทศ You ไม่มีผู้บริหารบ้านเราน่ะ ต้องเข้าถึงประชาชน แบบนี้แหละที่พวกเราต้องการ ใครไม่ทำแบบนี้ รอบหน้าก็ไม่ได้เลือกตั้งหรอก  ...โถ่... ไอ้โง่

 2. ระบบบริหารบ้านนายทำไมหลายชั่นจัง ? : เนื่องจากผมเคยทำงานราชการ และด้วยมีเพื่อนร่วมงานต่างชาติมาทำงานด้วยอยู่หลายครั้ง และแล้วเมื่อทำงานไปพักหนึ่ง ทุกคนจะถามเหมือนกัน เมื่อเห็นโครงงาน  เพราะมีโครงสร้างงานยกตัวอย่างโครงการหนึ่ง ประมาณว่า  ผอ. -> รอง ผอ. -> เลขา -> ....->....->....->....-> ผู้ปฏิบัติงาน  ทุกคนก็มักถามว่า แบบนี้งานจะเสร็จหรือ มีคนกดดันเป็นสิบ มีคนทำงาน คนเดียว.... โอ้โห ....ของขึ้นสิครับพี่น้อง ... แกจะเข้าใจอะไร เนี่ยแหละผลงานถึงได้ออกมาดี ทุกคนช่วยตรวจสอบไง งานมันต้องรอบคอบ ทำไม ...ทำไม๊ ?... ประเทศมึงมันทำงานกันแบบต่างคนต่างทำโดยไม่มีคนควบคุมเลยเหรอ...อย่างแกจะเข้าใจอะไรในความฉลาดหลักแหลมของคนไทยวะ... โถ่... ไอ้โง่

 3. เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ : เมื่อเหตุการณ์เกินขึ้นแบบนี้ ปิดถนน ยืดสถานีโทรทัศ ยึดสภา และ..... พวกเพื่อต่างชาติทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกันทันทีว่า ... "ตำรวจทหารบ้านนายทำอะไรอยู่ ? แบบนี้ถือว่าก่อความสงบในบ้านเมืองเลยนะ" ... ผมปรี๊ดเลยครับ อะไรกันไอ้คนถามแต่ละคนก็มาจากประเทศที่ได้ชื่อว่าเสรีภาพ หรือเป็นประชาธิปไตย์กันสุด ๆ ทั้งแล้วมันมาถามแบบนี้ได้ไงครับพี่น้องคร้าบบบ... แบบนี้เค้าเรียกว่า สิทธิ์ โว้ย..ไอ้ฟาย !.... ประเทศไทยน่ะเสรีทางความคิดโว้ย เสียงข้างมากของประเทศจะเป็นไง แต่ถ้ามีใครไม่ชอบก็มีสิทธิ์ล้มได้เลย เพราะมันเป็น สิทธิ ... มึงเข้าใจมั้ยเนี่ย สิทธิเสรีภาพ น่ะ..... "สิทธิ์หมายถึง อะไรที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่นไม่ใช่เหรอ ?" ... ดู .. ดูมันสิครับ มันยังกล้าย้อนครับพี่น้องคร้าบบบ  .... โถ่... ไอ้โง่

 

    เห้อ... พูดแล้วเซ็งไปกินบะหมีเป็ดดีกว่า....เจ้าโปลดซะด้วย

ของมันมีที่มา #2

posted on 11 Oct 2008 11:56 by bodyfit

ขอเอาครั้งมารวมด้วยเลยนะครับ

สินสอด : เคยพูดถึงไปแล้ว ว่าคุณต้องแสดง สินทรัพย์ ว่ามีฐานะพอเลี้ยงลูกสาวของเขาได้ เขาถึงจะยอมให้คุณ สอดใส่ ลูกสาวเขาได้ ปัจจุบันตกลงกับลูกสาวเขาได้โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อแม่ก็ได้ เพราะปัจจุบันการ ขายตรง กระจายตัวไปอยู่ในทุกวงการแล้ว  เหอ ๆ ...

รถเมล์ : แปลกนะทำไมเรียกแบบนั้น นั่นก็เพราะเมื่อก่อนเวลาใครจะไปต่างจังหวัด มักจะติดไปกับรถส่งจดหมาย หรือ Mail-Bus ของกรมไปรษณีย์นั่นเอง และเมื่อก่อนใช้กับรถที่ต่างจังหวัด

ศาล :  เมื่อก่อนระบบยุติธรรมของไทย นั้นอิงคุณธรรม (ซึ่งปัจจุบัน ความยุติธรรมบางทีก็ดูไม่มีคุณธรรม) เวลาไม่มั่นใจว่าใครทำผิด เขาจะไปที่ ศาล(เจ้าพ่อ) เพื่อตัดสินเรื่องต่าง ๆ โดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยานแห่งการตัดสิน แล้วก็อาจโยนคนทั้งคู่ลงน้ำ ใครขาดใจตายก่อนก็มันนั่นแหละผิด ... โอ.. โหด ต่อมาจึงเรียกที่ตัดสินคดีต่าง ๆ ว่า ศาล ตามความเคยชินมา

ผงกระหรี่ : มันมาจากการที่เราแปลได้ไม่เต็มร้อย คำเลยเพี้ยนหนักไปได้ขนาดนั้น จริง ๆ มาจากคำว่า Curry - Powder หรือ ผงแกง นั่นเอง....ซึ่งเป็นผงเครืองเทศในอาหารแบบ อินเดีย แต่ดันไปแปลคือคำว่า Powder ส่วน Curry ดันเรียกทับศัพท์ ผลเลยกลายเป็นผงขายตัวอย่างนั่นตลอดมา

 --------------------------------------------------------------------------

ขนมจีน : มีหลายที่มาครับ เริ่มจากที่มอญก่อน นั่นคือคำว่า คนอมจิน คนอม : นวด  / จิน : ทำให้สุก  แต่ถ้าไปที่ สิบสองปันนา จะเห็นอาหารเช้าเป็นเหมือนก๋วยเตี๋ยว มีเส้นใหญ่เส้นเล็กให้เลือก แต่มีอยู่เส้นหนึ่งที่เขาเรียกว่า "ขนม" เป็นไปได้ว่าเราเรียก ขนมจีน เพราะจุดนี้ แต่นั่นก็ยังไม่ถึงกับได้ข้อสรุปสำหรับคำ ๆ นี้

 สบู่ :  คำนี้ไม่ได้มาจาก Soap นะครับ มันมาจากคำว่า Saponification ซึ่งหมายถึงปฏิกิริยาระหว่าง โซเดี่ยมไฮดรอกไซ กับ ไขมัน  ซึ่งทำให้เกิดสบบู่  แต่เราดันไปจำเอามาแค่คำว่า sapo ไอ้ nification ดันไม่เอามาด้วย

 กุ้ง : เป็นภาษาพม่าครับ แปรว่า "ดาบใหญ่"

แม่น้ำของ : ผมไม่ได้พิมพ์ผิดครับ แม่น้ำพรมแดนไทย-ลาว นั่นเรียก น้ำของ ครับเป็นภาษาเก่าของอีสานแปลว่าแม่น้ำใหญ่ แต่พอฝรั่งมันมาสำรวจ มันดันเขียนว่า Kong ทำให้นักวิชาการผู้ชำนาญภาษาอังกฤษ(แต่ไม่รู้ภาษาอีสาน) ได้เขียนคำออกเสียงว่า แม่น้ำ โขง และบรรจุลงบทเรียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา... มึงจะรณรงค์แก้ภาษาวิบัติทำไมวะ ตัวมึงเองยังไม่เคยรักษาภาษาคนอื่นเลย

จังหวัด 101 : นั่นคือเมือง 11(สิบเอ็ด) นะครับ 101 ในภาษาอีสานสมัยก่อนเค้าอ่านว่า สิบเอ็ด(11) ครับ  เป็นหัวเมืองที่สิบเอ็ดของเมืองทางนี้ แต่พอเจ้าครองหัวเมืองจากภาคกลางมาปกครอง ก็ดันไปอ่านชื่อว่า ร้อยเอ็ด(101) เวรกรรมเลย ... สมัยเจ้าขุนมูลนายแบบนั้น ใครมันจะกล้าไปทักท้วงล่ะครับ จะได้หัวขาดกันสิครับ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยกลายเป็นว่า ร้อยเอ็ด ก็ร้อยเอ็ดวะ 

สัง สิน ไช : นิทานพื้นเมือง ของเมืองแถบอีสานในปัจจุบันและลาวปัจจุบัน แต่ล่าสุดผมเห็นพวกนักวิชาการทำการวิจัยว่า มันเป็นนิทานพื้นเมืองของไทยหรือลาว.... ไอ้บ้า คิดได้ไงวะ  ไอ้ประเทศไทย กะ ลาว เนี่ย มันเพิ่งมีเพราะฝรั่งมันมาแบ่งโว้ย มะก่อนทางอีสาน กะ ลาว กะ ภาคกลางน่ะมันคนละเมือง ไม่ได้มีประเทศแบบนี้ ไปแบ่งกันทำวะ มันเกิดก่อนจะมี ไทย กับ ลาว หรือก่อนจะมีกลุ่มเมืองที่เรียกว่า สยามประเทศด้วยซ้ำครับ

ข้าวจ้าว : ทำความเข้าใจกันเรื่องศาสนาก่อนนะครับ ก่อนหน้านี้ภาคกลางเขาไม่ใช่พุทธนะครับ เราเป็นพราหม แล้วสมัยก่อนมีการน้ำเข้าพราหม มาจากเมือง อินเดียบ้าง สีลังกาบ้าง แล้วพวกนี้มันไ