จะเลือกตั้งกันวันมะรืนมะพรุ่งนี้แล้วนะครับ มีนโยบายตั้งมากมายออกมานำเสนอพวกเรากัน ความเปลี่ยนแปลงค่านิยมและทัศนทางการเมืองของคนไทยก็เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนค่อนข้างเยอะนะครับ จากเมื่อก่อนที่คนไทยเลือก สส. โดยไม่สนใจประเทศและเลือกไปคน ๆ นี้สนิทกับท้องถิ่นของตน กลายมาเป็นการเลือกใครก็ได้ที่อยู่ในแนวนโยบายหลักทางใดทางหนึ่ง ซึ่งประเทศใหญ่ก็มุ่งมองที่นโยบายกว่าข้อเสนอผลประโยชน์เฉพาะท้องถ่ินเช่นกัน และนี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด แต่จะเรียกว่าเป็น "พัฒนาการ" หรือไม่ก็คงต้องดูกันไปอีกซักพักนะครับ
 
วันนี้ขอพูดถึงสองข้อใหญ่ ๆ ที่มักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือดึงใจประชาชน กันอย่างหนักหน่วง ทั้งที่ประชาชนควรได้สิ่งนั้นอยู่แล้ว
 
เรียนฟรี ! : เรื่องนี้อาจไม่ควรจะเรียกเป็นนโยบายของพรรคใดได้เต็มที่นัก แต่ก็มีพรรคที่เสนอเพิ่มจำนวนปีขึ้นไปจากรัฐธรรมนูญ ก็นับว่าน่าสนใจนะครับ เพราะในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 49 ได้กำหนดไว้ว่าให้เรียนฟรี 12 ปี ... หากเรามองความจริงที่ปรากฏอยู่แม้การเรียนจะฟรี แต่ค่าใช้จ่ายเพื่อการเรียนก็ยังนับว่าสูงมากสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศของเรา วันหน้าไม่ว่าพรรใดจะได้ทำหน้าที่รัฐบาล จะต้องจัดสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้จริงและเกิดการลดต้นทุนทางการศึกษาต่อประชาชนอย่างแท้จริง
"มาตรา ๔๙ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้อง จัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลําบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง และการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่นการจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ"
 
รักษาพยาบาลฟรี ! : ไม่น้อยครั้งที่ผมได้ยินการบอกเล่า ประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากในพื้นที่ชนบท มีผู้คนพูดคุยกันถึงเรื่องรักษาพยาบาล ที่ว่าบางกลุ่มจะให้รักษาฟรีหรือบางกลุ่มให้การรักษาแบบจ่ายไม่กี่สิบบาท เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นนโยบายชูโรง ดูแล้วควรจะแจ้งด้วยว่านี้เป็นนโยบายเพิ่มสิทธิหรือผลประโยชน์จากที่รัฐมนูญกำหนด และเราซึ่งเป็นประชาชนควรต้องคอยตรวจสอบและกระตุ้นให้สิทธินั้นเกิดขึ้นจริงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
"มาตรา ๕๑ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมี ประสิทธิภาพ

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์"

การตรวจสอบผู้ทำหน้าที่รัฐบาล นั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำช่วยกันทั้งประเทศ ดังที่ทราบกันว่า "ประชาธิปไตย ไม่ได้จบที่การเลือกตั้ง" อันหมายถึง ประชาชนยังคงต้องมีส่วนรับรู้และส่วนร่วมในกระบวนทำงานของผู้ที่ทำหน้าที่แทนเราในสภา หลังจากที่ได้รับเลือกด้วยกระบวนประชาธิปไตย 
 
คำว่า "ประชาธิปไตย ไม่ได้จบที่การเลือกตั้ง" ไม่ได้หมายความว่า เมื่อประชาชนเลือกไปแล้ว คุณจะสามารถไปปฏิเสธการตัดสินของประชาชน ด้วยกระบวนการทางรัฐสภา
เริ่มกันเลยนะครับไม่ต้องเสียเวลากันมาก เพราะแฟน ๆ รอนานแล้ว
 
1 มหาลัยของรัฐ : โรงเรียนที่สร้างจากเงินของทุกคน แต่ให้แค่บางคนเรียน
 
2 มหาลัยเอกชน : โรงเรียนที่สร้างด้วยเงินของบางคน แต่เปิดให้ทุกคนเรียน 
 
3. ค่าของคน : ผมว่ามันอยู่ที่ว่าคุณเป็นคนของใครนะ
 
4. เท่าเทียม : เกิดจากการรวมของคำสองคำคือ "เท่า" + "เทียม" ... เท่า ก็แปลว่าเสมอกันไม่เกินไปกว่ากัน เทียม ก็แปลว่าปลอมหรือไม่แท้ รวมแล้วก็น่าจะแปลว่า เท่ากันแบบลวง ๆ ไปงั้น ๆ แหละ
 
5. สิทธิมนุษยชน : ปัจจุบันยังหาควายหมายแน่ชัดไม่ได้ เพราะต่างตีควายกันไปต่าง ๆ นานา

 
โปรติดตามควายหมายอีกมากมายในโอกาสต่อไป  

หายหน้าไป ปีกว่าเลยทีเดียวครับ ครั้งนั้นโดน ภาระกิจ 24 ชม. กระแทกทรวง เข้าให้ เลยต้องหายไปแบบฉับพลันต้องกราบขออภัยแทบเท้ามิตรรักแฟนเพลงของกัณฑ์ทุกท่านอย่างสุดซึ้งครับ

กลับมาอ่านกระทู้ที่ผ่านมาน้ำตาจะร่วง เพราะมีผ่านไปเกือบปียังมีเพื่อนกลับมาถามหา ..... ซึ้งสิครับท่าน 

 

โถ่... ไอ้โง่

posted on 24 Oct 2008 14:57 by bodyfit

   ผมมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ หลายภาษาหลายประเทศ ผมชอบคุยกับคนพวกนี้ เพราะพวกเขามักมีแนวคิดที่แตกต่างกับเราเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งนั่นอาจเพราะเราเริ่มสร้างวัฒนธรรมของพวกเราจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน มั้งครับ

    การคุยหลาย ๆ ครั้งทำให้ผมได้รู้ว่าพวกนี้มันโง่ ลองมาฟังคำถามที่ผมโดนเพื่อนต่างชาติถามบ่อย ๆ นะครับ เพราะเกือบทุกคนพอพูดถึงเรื่องแนวนี้ ก็มักจะถามเป็นเสียงเดียว ในแนว ๆ นี้

   1. ผู้บริหาร, สส. หรือ ผู้หลักผู้ใหญ่ทางการ ประเทศของนายทำอะไร ? : เนื่องมาจากมีช่วงฤดูฝนของทุกปี ประเทศไทยจะน้ำท้วม เราเลยเห็นข่าว ปลัดกระทรวงไปลุยน้ำ สส.ไปลุยน้ำ ผู้บริหารไปลุยน้ำ ..... พวกเพื่อนพวกนี้เลยมักถามว่า คนบริหาร บ้านเมืองนี้เขาไม่งานบริหารกันเหรอ เพราะเห็นพอพวกนี้ไปดูทีไร การช่วยเหลือก็ล่าช้าออกไปเพราะมัวแต่ต้องมาดูแล ต้อนรับ คนพวกนี้... ผมปรี๊ดเลย ... ของขึ้นเลย ...ทำไม.. มีปัญหาอะไร? ...  นั่นเค้าเรียกกว่าเข้าถึงปัญหา ประเทศ You ไม่มีผู้บริหารบ้านเราน่ะ ต้องเข้าถึงประชาชน แบบนี้แหละที่พวกเราต้องการ ใครไม่ทำแบบนี้ รอบหน้าก็ไม่ได้เลือกตั้งหรอก  ...โถ่... ไอ้โง่

 2. ระบบบริหารบ้านนายทำไมหลายชั่นจัง ? : เนื่องจากผมเคยทำงานราชการ และด้วยมีเพื่อนร่วมงานต่างชาติมาทำงานด้วยอยู่หลายครั้ง และแล้วเมื่อทำงานไปพักหนึ่ง ทุกคนจะถามเหมือนกัน เมื่อเห็นโครงงาน  เพราะมีโครงสร้างงานยกตัวอย่างโครงการหนึ่ง ประมาณว่า  ผอ. -> รอง ผอ. -> เลขา -> ....->....->....->....-> ผู้ปฏิบัติงาน  ทุกคนก็มักถามว่า แบบนี้งานจะเสร็จหรือ มีคนกดดันเป็นสิบ มีคนทำงาน คนเดียว.... โอ้โห ....ของขึ้นสิครับพี่น้อง ... แกจะเข้าใจอะไร เนี่ยแหละผลงานถึงได้ออกมาดี ทุกคนช่วยตรวจสอบไง งานมันต้องรอบคอบ ทำไม ...ทำไม๊ ?... ประเทศมึงมันทำงานกันแบบต่างคนต่างทำโดยไม่มีคนควบคุมเลยเหรอ...อย่างแกจะเข้าใจอะไรในความฉลาดหลักแหลมของคนไทยวะ... โถ่... ไอ้โง่

 3. เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ : เมื่อเหตุการณ์เกินขึ้นแบบนี้ ปิดถนน ยืดสถานีโทรทัศ ยึดสภา และ..... พวกเพื่อต่างชาติทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกันทันทีว่า ... "ตำรวจทหารบ้านนายทำอะไรอยู่ ? แบบนี้ถือว่าก่อความสงบในบ้านเมืองเลยนะ" ... ผมปรี๊ดเลยครับ อะไรกันไอ้คนถามแต่ละคนก็มาจากประเทศที่ได้ชื่อว่าเสรีภาพ หรือเป็นประชาธิปไตย์กันสุด ๆ ทั้งแล้วมันมาถามแบบนี้ได้ไงครับพี่น้องคร้าบบบ... แบบนี้เค้าเรียกว่า สิทธิ์ โว้ย..ไอ้ฟาย !.... ประเทศไทยน่ะเสรีทางความคิดโว้ย เสียงข้างมากของประเทศจะเป็นไง แต่ถ้ามีใครไม่ชอบก็มีสิทธิ์ล้มได้เลย เพราะมันเป็น สิทธิ ... มึงเข้าใจมั้ยเนี่ย สิทธิเสรีภาพ น่ะ..... "สิทธิ์หมายถึง อะไรที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่นไม่ใช่เหรอ ?" ... ดู .. ดูมันสิครับ มันยังกล้าย้อนครับพี่น้องคร้าบบบ  .... โถ่... ไอ้โง่

 

    เห้อ... พูดแล้วเซ็งไปกินบะหมีเป็ดดีกว่า....เจ้าโปลดซะด้วย

ของมันมีที่มา #2

posted on 11 Oct 2008 11:56 by bodyfit

ขอเอาครั้งมารวมด้วยเลยนะครับ

สินสอด : เคยพูดถึงไปแล้ว ว่าคุณต้องแสดง สินทรัพย์ ว่ามีฐานะพอเลี้ยงลูกสาวของเขาได้ เขาถึงจะยอมให้คุณ สอดใส่ ลูกสาวเขาได้ ปัจจุบันตกลงกับลูกสาวเขาได้โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อแม่ก็ได้ เพราะปัจจุบันการ ขายตรง กระจายตัวไปอยู่ในทุกวงการแล้ว  เหอ ๆ ...

รถเมล์ : แปลกนะทำไมเรียกแบบนั้น นั่นก็เพราะเมื่อก่อนเวลาใครจะไปต่างจังหวัด มักจะติดไปกับรถส่งจดหมาย หรือ Mail-Bus ของกรมไปรษณีย์นั่นเอง และเมื่อก่อนใช้กับรถที่ต่างจังหวัด

ศาล :  เมื่อก่อนระบบยุติธรรมของไทย นั้นอิงคุณธรรม (ซึ่งปัจจุบัน ความยุติธรรมบางทีก็ดูไม่มีคุณธรรม) เวลาไม่มั่นใจว่าใครทำผิด เขาจะไปที่ ศาล(เจ้าพ่อ) เพื่อตัดสินเรื่องต่าง ๆ โดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยานแห่งการตัดสิน แล้วก็อาจโยนคนทั้งคู่ลงน้ำ ใครขาดใจตายก่อนก็มันนั่นแหละผิด ... โอ.. โหด ต่อมาจึงเรียกที่ตัดสินคดีต่าง ๆ ว่า ศาล ตามความเคยชินมา

ผงกระหรี่ : มันมาจากการที่เราแปลได้ไม่เต็มร้อย คำเลยเพี้ยนหนักไปได้ขนาดนั้น จริง ๆ มาจากคำว่า Curry - Powder หรือ ผงแกง นั่นเอง....ซึ่งเป็นผงเครืองเทศในอาหารแบบ อินเดีย แต่ดันไปแปลคือคำว่า Powder ส่วน Curry ดันเรียกทับศัพท์ ผลเลยกลายเป็นผงขายตัวอย่างนั่นตลอดมา

 --------------------------------------------------------------------------

ขนมจีน : มีหลายที่มาครับ เริ่มจากที่มอญก่อน นั่นคือคำว่า คนอมจิน คนอม : นวด  / จิน : ทำให้สุก  แต่ถ้าไปที่ สิบสองปันนา จะเห็นอาหารเช้าเป็นเหมือนก๋วยเตี๋ยว มีเส้นใหญ่เส้นเล็กให้เลือก แต่มีอยู่เส้นหนึ่งที่เขาเรียกว่า "ขนม" เป็นไปได้ว่าเราเรียก ขนมจีน เพราะจุดนี้ แต่นั่นก็ยังไม่ถึงกับได้ข้อสรุปสำหรับคำ ๆ นี้

 สบู่ :  คำนี้ไม่ได้มาจาก Soap นะครับ มันมาจากคำว่า Saponification ซึ่งหมายถึงปฏิกิริยาระหว่าง โซเดี่ยมไฮดรอกไซ กับ ไขมัน  ซึ่งทำให้เกิดสบบู่  แต่เราดันไปจำเอามาแค่คำว่า sapo ไอ้ nification ดันไม่เอามาด้วย

 กุ้ง : เป็นภาษาพม่าครับ แปรว่า "ดาบใหญ่"

แม่น้ำของ : ผมไม่ได้พิมพ์ผิดครับ แม่น้ำพรมแดนไทย-ลาว นั่นเรียก น้ำของ ครับเป็นภาษาเก่าของอีสานแปลว่าแม่น้ำใหญ่ แต่พอฝรั่งมันมาสำรวจ มันดันเขียนว่า Kong ทำให้นักวิชาการผู้ชำนาญภาษาอังกฤษ(แต่ไม่รู้ภาษาอีสาน) ได้เขียนคำออกเสียงว่า แม่น้ำ โขง และบรรจุลงบทเรียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา... มึงจะรณรงค์แก้ภาษาวิบัติทำไมวะ ตัวมึงเองยังไม่เคยรักษาภาษาคนอื่นเลย

จังหวัด 101 : นั่นคือเมือง 11(สิบเอ็ด) นะครับ 101 ในภาษาอีสานสมัยก่อนเค้าอ่านว่า สิบเอ็ด(11) ครับ  เป็นหัวเมืองที่สิบเอ็ดของเมืองทางนี้ แต่พอเจ้าครองหัวเมืองจากภาคกลางมาปกครอง ก็ดันไปอ่านชื่อว่า ร้อยเอ็ด(101) เวรกรรมเลย ... สมัยเจ้าขุนมูลนายแบบนั้น ใครมันจะกล้าไปทักท้วงล่ะครับ จะได้หัวขาดกันสิครับ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยกลายเป็นว่า ร้อยเอ็ด ก็ร้อยเอ็ดวะ 

สัง สิน ไช : นิทานพื้นเมือง ของเมืองแถบอีสานในปัจจุบันและลาวปัจจุบัน แต่ล่าสุดผมเห็นพวกนักวิชาการทำการวิจัยว่า มันเป็นนิทานพื้นเมืองของไทยหรือลาว.... ไอ้บ้า คิดได้ไงวะ  ไอ้ประเทศไทย กะ ลาว เนี่ย มันเพิ่งมีเพราะฝรั่งมันมาแบ่งโว้ย มะก่อนทางอีสาน กะ ลาว กะ ภาคกลางน่ะมันคนละเมือง ไม่ได้มีประเทศแบบนี้ ไปแบ่งกันทำวะ มันเกิดก่อนจะมี ไทย กับ ลาว หรือก่อนจะมีกลุ่มเมืองที่เรียกว่า สยามประเทศด้วยซ้ำครับ

ข้าวจ้าว : ทำความเข้าใจกันเรื่องศาสนาก่อนนะครับ ก่อนหน้านี้ภาคกลางเขาไม่ใช่พุทธนะครับ เราเป็นพราหม แล้วสมัยก่อนมีการน้ำเข้าพราหม มาจากเมือง อินเดียบ้าง สีลังกาบ้าง แล้วพวกนี้มันไม่กินข้าวเหนียวเหมือนอย่างคนแถบนี้ครับ เพราะผู้คนแถบนี้น่ะ กินข้าวเหนียวกันนะครับ เลยต้องข้าวที่พวกนี้กินมาปลูกในเขตในรั่วในวังสมัยก่อนด้วย คนเลยเรียกกันติดปากว่า ข้าวจ้าว(ข้าวนาย)  ไม่ใช่ของไพร่กินนะจะบอกให้

 

ว้ากกกกก...... อะไรวะเนี่ย

ของมันมีที่มา

posted on 27 Sep 2008 11:03 by bodyfit

เคยสงสัยมั้ยครับว่าคำต่าง ๆ นั้นมันมีที่มายังไง ผมจะหยิบเอามาเล่าให้ฟังเรื่อย ๆ นะครับ

สินสอด : เคยพูดถึงไปแล้ว ว่าคุณต้องแสดง สินทรัพย์ ว่ามีฐานะพอเลี้ยงลูกสาวของเขาได้ เขาถึงจะยอมให้คุณ สอดใส่ ลูกสาวเขาได้ ปัจจุบันตกลงกับลูกสาวเขาได้โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อแม่ก็ได้ เพราะปัจจุบันการ ขายตรง กระจายตัวไปอยู่ในทุกวงการแล้ว  เหอ ๆ ...

รถเมล์ : แปลกนะทำไมเรียกแบบนั้น นั่นก็เพราะเมื่อก่อนเวลาใครจะไปต่างจังหวัด มักจะติดไปกับรถส่งจดหมาย หรือ Mail-Bus ของกรมไปรษณีย์นั่นเอง และเมื่อก่อนใช้กับรถที่ต่างจังหวัด

ศาล :  เมื่อก่อนระบบยุติธรรมของไทย นั้นอิงคุณธรรม (ซึ่งปัจจุบัน ความยุติธรรมบางทีก็ดูไม่มีคุณธรรม) เวลาไม่มั่นใจว่าใครทำผิด เขาจะไปที่ ศาล(เจ้าพ่อ) เพื่อตัดสินเรื่องต่าง ๆ โดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยานแห่งการตัดสิน แล้วก็อาจโยนคนทั้งคู่ลงน้ำ ใครขาดใจตายก่อนก็มันนั่นแหละผิด ... โอ.. โหด ต่อมาจึงเรียกที่ตัดสินคดีต่าง ๆ ว่า ศาล ตามความเคยชินมา

ผงกระหรี่ : มันมาจากการที่เราแปลได้ไม่เต็มร้อย คำเลยเพี้ยนหนักไปได้ขนาดนั้น จริง ๆ มาจากคำว่า Curry - Powder หรือ ผงแกง นั่นเอง....ซึ่งเป็นผงเครืองเทศในอาหารแบบ อินเดีย แต่ดันไปแปลคือคำว่า Powder ส่วน Curry ดันเรียกทับศัพท์ ผลเลยกลายเป็นผงขายตัวอย่างนั่นตลอดมา

 

.... คิดได้ตั้งเยอะ ดันลืมซะได้ .... เอาไว้จะมาเพิ่มนะ ^_^

จุดทับซ้อนทางคุณธรรม

posted on 18 Sep 2008 21:54 by bodyfit

   วันนี้ผมมา ทำบุญครอบรอบการจากไปของเด็กสาว จากเรื่อง ข่มขืน #1, #2 , #3 ที่ผมเคยได้เขียนเล่าให้ทุกคนฟังมาแล้ว มันเป็นวันที่เท่าไหร่แล้วไม่ทราบนับแต่วันที่เธอจากไป แต่วันนี้ผมว่าง ผมเลยชวนน้อง ๆ ที่ทำงานกับผมทุกคนไปทำบุญด้วยกัน

   และวันนี้ กร (ปีศาจโลกใหม่)  กับ อุ่น (นักบวชจากโลกเก่า) ซึ่งเรื่องราวของทั้งส่องผมก็เคยได้เล่าให้ฟังไปแล้ว คลิกเพื่ออ่าน ทั้งสองก็มาร่วมการทำบุญครั้งนี้ด้วย แต่ส่วนมากทุกคนมักจะมาทำบุญเพราะสงสัยมากกว่าว่าทำไมผมถึงได้ IN กับเหตุการณ์นี้นักหนา

   เราทำบุญกันเสร็จ เราก็มากินข้าวด้วยกัน แทนกันนักพบกันประจำสัปดาห์เหมือนที่เราทำกันมา และได้คู่กันสองตัวก็ทำหน้าที่ของมันอย่างทุกที

   เปี้ยก : ไม่น่าเชื่อเลยพี่จะร้องไห้ได้อย่างนั้น ถ้าไม่บอกผมคิดว่าน้องเขาเป็นลูกสาวพี่ไปแล้วนะ

   ผมเอง : ไอ้บ้า ถ้าลูกก็โตขนาดนั้น กูไม่ต้องมีลูกตั้งแต่ ม.ปลายเลยเหรอ ?

   อุ่น : แต่ก็ดีนะครับ ที่น้องเขาไปสู่โลกใหม่แล้ว ไม่ต้องมารับรู้เรื่องร้าย ๆ แบบนี้ ผมสงสารน้องเขาจริง ๆ

  เปี้ยก : เห็นแฟนพี่บอกว่า คนร้ายก็ยังจับไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอพี่ ?

  วิทย์ : พวกนี้น่าจะประหาร ทิ้งซะนะผมว่า เก็บไว้ก็หนักแผ่นดิน

  อุ่น : เราเมืองพุทธนะครับ จะทำแบบนั้นได้ยังไง

  กร : พุทธ ! เหี้ยไรล่ะ .... (มันมาแรงตามสไตล์ของมันอีกแล้ว ครับท่าน)

  อุ่น : ทำพูดอย่างนั้นล่ะพี่ ก็เราก็น่าจะให้เขาได้โอกาสแก้ตัวบ้างสิพี่ คนเราทำผิดกันได้นะ

  กร : ก็ให้โอกาสแก้ตัวกับทุกเรื่องแบบนี้สิ คนไทยมันถึงทำก่อนคิด พอผิดแล้วค่อยมาไถ่โทษ เรื่องที่มันให้อภัยได้ก็อภัยไปสิวะ เรื่องใหนไม่ควรให้ไม่ต้องให้ก็ได้ ไอ้อภัยเนี่ย

  เปี้ยก : การฆ่าคนมันบาปนะพี่

  กร : แล้วการเลี้ยงคนบาปไว้ฆ่าคนดีเนี่ย มันได้บุญงั้นเหรอไอ้เปี้ยก ?... อย่าแดกเหล้าเยอะล่ะมึง ... วันนี้มึงต้องขับรถ

   อุ่น : แล้วถ้าคนที่พี่รักทำผิดบ้างล่ะ พี่จะยอมให้เขาประหารมั้ย ?

   กร : ถ้าพ่อกูผิด ก็ฆ่าได้ หรือไอ้พุทธจ๋า อย่างมึงเห็นแก่พวกพ้องจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี

   อุ่น : อ้าวพี่ .... ทำไม....

   ผมเอง : เอา ๆ พอ ๆ ....  พอเลยนะพวกมึง ถ้ายังเสือกคุยกันเรื่องนี้กูจะ.....

--------------------------

   มันก็เงียบกันไป แต่ผมเอาสิ่งที่มันพูดกันมาคิด มันก็ชวนให้คิดตามได้เพลินได้เหมือนกันนะ คุณว่ามั้ย ?

   ได้ยินคำโบราณมานาน แต่ผมก็ยังแย้ง ๆ ในใจว่า คนเรามันจะงามเกินจริงของตัวเองมากก็ไม่ได้หรอก คนไม่สวยแต่งไปก็งั้น ๆ แหละ จะสวยได้ซักแค่ใหนถ้าไม่ไปทำ ศัลยกรรม ….

    แต่แล้ว … 8-O … หลังจากผมได้รับ Mail Forward ความคิดก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง …

 

 

โอ…. พระเจ้า … 8-O

 

ขอบคุณข้อมูลเพื่อความปลอดภัยจากเว็บ www.menblog.co.cc

ไม่ต้องพูดกันมากเริ่มเลยดีกว่า

  1. NATO : No Action Talk Only องค์กรระดับนานาชาติที่ได้แต่พูด ไม่เห็นมันทำห่าอะไร
  2. MSN, Camfrog ฯ : นวัตกรรมที่ช่วยลดเวลาให้สังคมทั่วโลก ลดค่าโทรศํพท์ ลดค่าส่งเอกสาร ลดค่าเดินทางเพื่อร่วมประชุม ลดความเสี่ยงจากเดินทางด้วย แต่สำหรับกระทรวงวัฒธรรม มันคือสัญลักษณ์แห่งความอัปปรีแห่งโลกภิวัตน์ ควรทำลายทิ้ง .... ทำลายพวกป้าทิ้ง เราจะเจริญกว่านี้มั้ยครับ ?
  3. ข่มขืน : สวัสดิการจากภาครัฐสำหรับชายไทย เห็นใครแล้วอยาก ! ก็ตรงเข้าไปแล้วจับมา กดให้มิด ...ไม่ต้องห่วงเรื่องกฏหมาย เพราะเขาไม่ทำอะไรคุณหรอก เห็นว่าโทษเบากว่าขโมยของในห้างสรรพสินค้าซะอีก
  4. ความอบอุ่นในครอบครัว : หาซื้อได้ตามร้านเกมส์, โรงเรียนกวดวิชา และห่างสรรพสินค้าทั่วไป จริง ๆ นะ.... ไม่งั้นพ่อแม่จะส่งคุณไปทิ้งไว้ที่นั่นเหรอ
  5. โรงเรียนกวดวิชา : สถานกักกันเยาวชนที่มีพฤติกรรมพอใช้ถึงดี  เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษา
  6. Web : ใยแมงมุมไง.... ทำไม ? ...แปลไม่ออกหรือไงพวกเด็กโง่ .. ป้าแกไปอยู่ใหนมาวะ
  7. อบต. : อม ทุกบาท ทุกตังค์ ... ผมคงงเหลือแค่มื่อที่คลิกเมาส์นี่แหละที่ยังไม่ได้อยู่ในคุก
  8. ตชด. : ตุ๊ด ชอบ เด็ก ....
  9. TITV : ทิ-ทีวี ... ทีวีของสนธิ (ทุกวันนี้เปลี่ยนชื่อแล้ว)
  10. หนังสือ : สินค้าที่ภาครัฐมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ผมมั่นใจว่าอย่างนั้น เพราะไม่เคยมาอุ้มราคาหนังให้ถูกลง เหมือนที่เวียดนามเลย
  11. แฟน : สารตั้งต้นทางใจ แต่จบลงที่ใต้สะดือ  
  12. เมีย, ผัว : กริยา ช่องที่ 2 ของ แฟน
  13. มือถือ : แน่ล่ะมีใครเอาตีนคีบโทรศัพท์แนบหัวบ้างล่ะ เรียกแบบนี้ก็ถูกแล้ว
  14. สื่อสารมวลชน : กลุ่มคนผู้มีการศึกษา ที่กระทรวงศึกษาลืมใส่รายวิชา "สิทธิส่วนบุคคล" เข้าไว้ในตำราเรียนของพวกเขา .... ผมเคยสงสัยจนต้องไปถามผู้ใหญ่ทางการศึกษา จึงได้รับคำตอบว่า "ผมคิดว่า มันเป็นจิตสำนึกพื้นฐานของความเป็นคนซะอีก.. !" .... แต่ผมว่าเริ่มให้เขาเรียนเรื่องพวกนี้บ้างเถอะครับ
  15. นายชื่อจริง  นามสกุลจริง : ชื่อ-นามสกุลของผู้ต้องสงสัย (ยังไม่สรุปว่าผิด)  เป็นข้อมูลที่สื่อมวลชนนำเสนอ โดยอ้างว่าเป็นข้อเท็จจริง
  16. หนังสื่อพิมพ์ฉบับหนึ่ง , สื่อรายหนึ่ง : ชื่อของสื่อที่ทำผิดอย่างจัง จนศาลตัดสินแล้ว แต่ไม่เปิดเผยชื่อจริง ๆ เพราะนั่นเป็น สิทธิของสื่อ ...... เอ้าเห้ย ! ... ก็ใหนว่าพวกมึงไม่ได้เรียนเรื่องสิทธิ์ไงวะ ?!

        .... เอ .... นึกไม่ออกแล้วแหะ เอาเป็นว่าใครยังอยากทราบ คำใด ก็ส่งมาแล้วกันนะครับ จะหาข้อมูลให้อีกที

  รวบรวมอีกครั้งเพราะดันเผลอลบอันเก่าไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ โดยเอา ควายหมาย ของคำย่อ หรือสิ่งต่าง ๆ ในสังคมไทยไว้ที่นี่

ขสมก : ขึ้น เสียง มึง กู .... หากพนักงานสุภาพโปรแจ้ง 02-xxxxxxx เพราะความสุภาพอ่อนหวานผิดกฏองค์การอย่างแรง

พันธมิตรประชาธิปัตย์ไง เพื่อประชาธิปัตย์ไง : ยังต้องแปลอีกเหรอ ?

หมูแหม(แก้เป็น หมูแฮม) : เป็นอาหารของฝรั่ง แต่เป็นขยะในสังคมไทย

One Stop Service : มึงต้อง Stop งานมา 1 วัน เพื่อรับ Service จากกู

ABS. : Anti Brake System ระบบป้องกันการหยุดรถในทุกกรณี

กฏหมาย : ตัวหนังสือกลุ่มหนึ่ง ถูกเขียนขึ้นตามธรรมเนียม เพื่อทำเนียน ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ

ธรรมเนียม : สิ่งทำตาม ๆ กันมา มักอยู่ในฐานะสิ่งดีงาม แต่เกือบทุกครั้งที่ครั้งที่ทำเนียมทำตัวเป็นกำแพงกันสิ่งดีงามใหม่ ๆ ตามยุคสมัย

กบวกู บัง ไว้ หน่วยงานบ้าจี้ที่มีทุกสังคม ทำหน้าที่หยุดหยั่งการพัฒนา(ที่ไม่ตรงกับความต้องการของตนเอง) ยกตัวอย่างเช่นในประเทศหนึ่ง หนังสยองฆ่าเลือดสาด เชือดคอ ลอกเนื้อเถือหนัง ถือว่าผ่าน หนังทั่วไปเห็นคนกอดกัน คนใส่ชุดว่ายน้ำที่ชาดหาย ถือว่ารุนแรง .... โดนแบน !...... หรือในบางประเทศ ภาพชายหญิง จูบ+ล้วง โดนแบน แต่ผู้ชายด้วยกัน ดูดปากกัน+ล้วงกันบนดาดฟ้า ให้คนในรถไฟฟ้าดู เรียกว่า ศิลปะ .... เอ้า ! เห้ย ... แบบนี้มันหมายควายว่าไงวะ !?

ประชาธิปไตย์ : การปกครองที่เรียบง่าย มีหลัก 3 ข้อง่าย ๆ คือ เคารพสิทธิ์ผู้อื่น, เคารพเสียงข้างมาก,  รู้หน้าที่ตน เห็นมั้ยง่าย ๆ เอง

ประชาธิปไตย์ : (แปรไม่สุภาพว่า) การปกครองแบบพวกมาลากไป ซึ่งถูกต้องแล้ว เพราะบางครั้งเราเป็นเสียงข้างน้อยก็ต้องเคารพข้างมาก บางครั้งเราเป็นข้างมากก็ต้องการให้เสียงข้างน้อยเคารพเสียงข้างมาก

 ผู้นำ : คือคนที่อยุ่ข้างหน้า ไม่ใช่อยู่ตรงกลาง

ทหาร : รั่วของชาติ ผู้กู้วิกฤติชาติ สู้เพื่อชาติ ทำทุกอย่างได้เพื่อชาติ แต่ไม่ควรให้เป็นผู้บริหารชาติ

เกษตกร : กระดูกสันหลังของชาติ คำนี้แปลได้ตรงตัวมาก เพราะคุณคิดดูสิ คุณทำอะไรเพื่อกระดูกสันหลังตัวเองบ้าง นอกจากปล่อยมันไปตามบุญตามกรรม แล้วหันไปซื้อเครื่องสำอางค์ราคาเป็นหมื่นมากพอกหนังหน้าเท่านั้น

รมต. : เรา มี ตีน กลุ่มผู้มีอำนาจ บาท ใหญ่ ในบ้านเมือง มักใช้อำนาจในทางที่ไม่ค่อยตรงใจผู้คนนัก แต่เขาก็คือกุญแกการบริหารประเทศ มีผู้เชียวชาญทางการมอง(มองอย่างเดียวไม่เห็นทำห่าอะไร) แนะนำว่าเราควรเรียนรู้วิธีการใช้งานคนพวกนี้ให้มากขึ้น

นักวิชาการ : ตำราที่มีลมหายใจ ถ้าคุณมีเวลาน้อย ก็รับฟังพวกเขาบ้างก็ดี แต่ถ้ามีเวลามากพอ ก็เดินออกจากห้องสมุด ไปหาสิ่งที่อยู่ นอก+เหนือ ตำรา บ้างก็ได้

นักการเมือง : ผู้เชียวชาญการบริหารความขัดแย้ง ไร้มิตรแท้ และศัตรูจริง ตอนแรกผมนึกว่าพวกนี้ตีสองหน้า แต่เคยมีคนถามผมว่า ถ้าคนที่ผู้ใหญ่บริหารประเทศ รักใครแล้วรักเลย เกลียดใครแล้วเกลียดเลย ไม่รู้จักการให้อภัย ประเทศจะเป็นยังไงวะ ..... เออว่ะ

กะเทย : ผู้ชายที่หมายจะเป็นหญิง หรือจะเรียกว่า หญิงที่เกิดมาเป็นชายก็ไม่ทราบ

ภาษาอังกฤษ : ภาษาที่พูดได้แล้ว จะทำให้คุณดูดีมีชาติตระกูลกว่าพูดภาษาไทย ไม่เชื่อก็ลองดูสิ มันรู้สึกดีมากเลยนะ เริ่มง่ายโดยการหันหน้าไปหาคนข้าง ๆ คุณตอนนี้ แล้วพูดกับเค้าว่า Fuck You !

ภาษาไทย : ใช้เรียกภาษาทุกภาษาที่ถูกใช้โดยคนแต่ละภูมิภาคในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่ภาษากลางของประเทศ .... อ้าว..!... เพิ่งรู้นะเนี่ย

 

เอาล่ะขี้เกียจพิมพ์แล้ว คีย์บอร์ดพิมพ์ยากมาก ๆ ไว้กลับถึงบ้านแล้วจะพิมพ์ต่ออีก มีอีกเยอะเลย